“นมแท่ง” ข้าวโพดอบกรอบที่เดินทางมาพร้อมกับซองใสให้เห็นหน้าตาขนมด้านใน สนนราคาซองละ 5 บาท จนถึงวันนี้ที่มีการปรับปรุง-พัฒนาแพ็กเกจจิ้งด้วยสีทึบ เพื่อยืดอายุขนมในซองให้อร่อยกรุบกรอบนานขึ้น พร้อมกับซองใหญ่โฉมใหม่ที่เรียกว่า “รุ่น New Normal” สำหรับคนที่รักการกิน “นมแท่ง” สุดๆ
“บอย-ณภัทร” ทายาทรุ่นที่ 2 “ไพบูลย์ โปรดักส์” เจ้าของขนมนมแท่ง บอกว่า พอร์ตโฟลิโอของบริษัทมีขนมหลายยี่ห้อ หลายประเภท ทว่า “นมแท่ง” ยังครองตำแหน่ง “Hero Product” ขายดีที่สุด ยืนหนึ่งเป็นสินค้าเบอร์ต้นมาตลอด 30 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา
“บอย” เข้ามาช่วยบริหารกิจการในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ร่วมกับ “ไพบูลย์ พัฒนวาณิชกิจกุล” และ “ขวัญจิต ยั่งยืน” ผู้เป็นพ่อและแม่ หลังจากเรียนจบก็เข้ามาสานต่อทันทีตั้งแต่อายุ 25 ปี หรือราวๆ 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ “บอย” ระบุว่า บริษัทเติบโตจนทำรายได้แตะ New High แทบจะสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องเจอกับความท้าทายเรื่องเศรษฐกิจ กระทั่งถึงปีนี้ที่บอยระบุว่า หนักมาตั้งแต่ต้นปี
“นมแท่ง” เกิดขึ้นพร้อมกับบริษัท ผ่านมา 30 ปีก็ยังไม่มีใครทำได้รสชาติแบบนี้
ขนมตรานมแท่งไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าขนมที่มีส่วนผสมของข้าวโพดพร้อมกับรูปลักษณ์แท่งยาว โดยรสแรกที่ออกสู้ท้องตลาด ก็คือ “รสนม” นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ “นมแท่ง” บอยเล่าว่า จริงๆ แล้ว “ไพบูลย์ โปรดักส์” ไม่ได้มีขนมนมแท่งอย่างเดียว ยังมีข้าวเกรียบ บิสกิต เวเฟอร์ ขาไก่ ฯลฯ และล่าสุดได้พัฒนาข้าวโพดอบกรอบที่มีส่วนผสมของธัญพืชเข้าไป อีกไม่เกิน 2 เดือนน่าจะได้เห็นวางขาย
ภาพรวมของ “ไพบูลย์ โปรดักส์” มีสินค้าราวๆ 40 SKU ถ้ารวมกับกลุ่มขนมปี๊บและบิสกิตอื่นๆ ด้วย ก็จะมีมากถึง 80 SKU ตัวที่ขายดีที่สุดยังเป็น “นมแท่ง” โปรดักต์ที่อยู่มาตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งบริษัท จากเดิมที่มาในรูปแบบซองใสเล็กๆ ราคา 5 บาท ปัจจุบันปรับบรรจุภัณฑ์เป็นซองทึบ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอาจทำให้ความกรอบของขนมลดลง
“บอย” มองว่า จุดแข็งและความแตกต่างที่ทำให้ “นมแท่ง” ครองใจผู้บริโภคแม้จะผ่านมาหลายเจเนอเรชัน เป็นเพราะรสชาติที่ไม่เหมือนใคร มั่นใจว่า “รสนม” ของที่นี่ไม่เหมือนยี่ห้ออื่นแน่นอน ส่วนยอดขายจะโตขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับการตอบรับของผู้บริโภคด้วย ซึ่งที่ผ่านมาแบรนด์ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นด้วยโจทย์ที่ว่า ทำไมลูกค้าถึงเลือกกิน “นมแท่ง” ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “รสนม” ของ “นมแท่ง” ไม่เหมือนใคร จึงอยู่ได้และขายได้ตลอด
ปัจจุบัน “นมแท่ง” รวมถึงโปรดักต์อื่นๆ ในเครือไพบูลย์ โปรดักส์ ยังใช้วิธีมีหน่วยรถจากฝ่ายขายวิ่งเข้าหาร้านโชห่วย หรือร้านค้าแบบ “Traditional Trade” ซึ่งเป็นช่องทางการขายแบบดั้งเดิม บวกกับการขยายไปยังช่องทางโมเดิร์นเทรดมากขึ้น หาซื้อได้ทั้งในโลตัส แมคโคร บิ๊กซี ซีเต รวมถึงโฮลเซลล์ท้องถิ่น
ต้องหาสินค้าขายดีเทียบเท่า “นมแท่ง” เจาะเข้า 7-Eleven – ความท้าทายรุ่นที่ 2
“บอย” ฉายภาพ 2 ปีที่เข้ามาบริหารงานให้ฟังว่า ถือเป็นช่วงเวลาที่บริษัทเติบโตได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะปี 2566 และ 2567 ผลประกอบการเติบโตดีต่อเนื่อง ทว่า ปี 2568 และปีนี้ยอมรับว่า ท้าทายกับการขายมาก ปัจจัยหลักมาจากเรื่องเศรษฐกิจที่หดตัวลง รวมถึงเรื่องการค้าบริเวณชายแดนทั้งเมียนมาและกัมพูชาที่ทำให้เส้นทางการส่งออกไม่ค่อยราบรื่น สำหรับ “กัมพูชา” ยอดแทบจะหายไปทั้งหมด 100%
หากเทียบกับสัดส่วนทั้งหมดของ “ไพบูลย์ โปรดักส์” พอร์ตต่างประเทศมีอยู่ราวๆ 20% “กัมพูชา” กินสัดส่วนอยู่ประมาณ 1-2% แม้เทียบแบบนี้จะดูไม่เยอะมาก แต่หากดูในเชิงตัวเลขก็ถือว่าเยอะพอสมควร โดยนอกจากกลุ่มประเทศ CLMV ยังมีส่งออกไปจีน และทำ OEM ให้กับแบรนด์ที่ต่างประเทศด้วย
ในมุมของทายาทรุ่นใหม่ แน่นอนว่า ต้องการขยายสัดส่วนต่างประเทศให้เติบโตมากขึ้นไปอีก พร้อมกับความท้าทายในการหา “New S-Curve” โปรดักต์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับไพบูลย์ โปรดักส์ เชื่อว่า ถ้ามีโปรดักต์ใหม่ติดตลาด จะช่วยอุดช่องโหว่ในส่วนของตัวเลขที่หายไป จนถึงตอนนี้ “นมแท่ง” ยังเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคจดจำมากที่สุด เมื่อคุ้นเคยก็จะหยิบเพียงโปรดักต์เดิม จะทำอย่างไรให้สินค้าใหม่ติดตลาด-เทียบเท่านมแท่งเป็นเรื่องยากแต่ต้องทำให้ได้
“อีกเรื่องอาจจะเป็นการหาตลาดใหม่ บริษัทติดกับการขายผ่านช่องทาง Traditional Trade เป็นหลัก ก็อยากจะหาตลาดใหม่ๆ ในช่องทาง Modern Trade เรายังไม่เคยเข้าเซเว่น อีเลฟเว่น ในอนาคตก็อาจจะเป็นอีกชาเลนจ์ที่อยากทำ ปัจจุบันเราอยู่ในโลตัส แมคโคร บิ๊กซี ซีเจ และพวกโฮลเซลล์ท้องถิ่น แผนในการเข้าเซเว่น อีเลฟเว่น ต้องหาโปรดักต์ที่เหมาะสม เพราะการเข้าเซเว่นฯ หรือการคุยเจรจาก็จะมีเรื่องมาร์จิ้นที่ต้องดูหลังบ้านด้วย”
เรื่องการส่งออก “บอย” บอกว่า มองเรื่องปรับแพ็กเกจจิ้งให้เหมาะสม-ตอบโจทย์ ซองใหญ่อาจไม่สะดวกกับการขนส่ง ส่วนการทำ OEM แต่ก่อนบริษัทอาจจะเน้นทำแบรนดิ้งตัวเอง ตอนนี้เปิดโอกาสให้คู่ค้าที่สนใจอยากทำแบรนด์ของตัวเองเข้ามาพูดคุยได้ ปีนี้เพิ่งเริ่มทำไป 2-3 เจ้า และอยากเพิ่มสัดส่วนนี้ในอนาคต
เป้าหมายด้านรายได้อยากรักษาระดับเทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา เพราะปีนี้ท้าทายกว่าปีก่อนๆ ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเรื่องสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น 25% แทบทุกส่วน ตั้งแต่ราคาน้ำมัน แพ็กเกจจิ้ง แม้กระทั่งฟิล์มที่ใช้สำหรับติดฉลาก แต่ถึงอย่างนั้นบริษัทก็ยังไม่คิดปรับขึ้นราคา ขึ้นไม่ได้เพราะจะกระทบต่อผู้บริโภคและคู่ค้า เป็นช่วงที่ยอมได้กำไรบางลง มาร์จิ้นน้อยกว่าปีก่อนๆ
ยอมรับว่า การบริหารจัดการต้นทุนยากขึ้น ประสบปัญหาเรื่องวัตถุดิบเช่นกัน แต่ภาพรวมการบริหารยังพอทำได้โดยที่มาร์จิ้นหายไปบางส่วน ยืนยันยังอยากเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคพอซื้อไหวในราคาเท่าเดิม
สำหรับผลประกอบการ บริษัท ไพบูลย์ โปรดักส์ จำกัด มีรายละเอียด ดังนี้
ปี 2568: รายได้ 899 ล้านบาท กำไรสุทธิ 30 ล้านบาท
ปี 2567: รายได้ 976 ล้านบาท กำไรสุทธิ 34 ล้านบาท
ปี 2566: รายได้ 1,128 ล้านบาท กำไรสุทธิ 63 ล้านบาท
ปี 2565: รายได้ 952 ล้านบาท กำไรสุทธิ 59 ล้านบาท
ปี 2564: รายได้ 1,004 ล้านบาท กำไรสุทธิ 61 ล้านบาท

