วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ฟุตบอลโลก’ สิ้นมนต์ขลังทำเงิน ธุรกิจพ่ายต่อต้นทุนคอนเทนต์แพงระยับ

‘ฟุตบอลโลก’ สิ้นมนต์ขลังทำเงิน ธุรกิจพ่ายต่อต้นทุนคอนเทนต์แพงระยับ

ระหว่างลุ้นว่าเอกชนรายใดจะ "ปิดดีล" คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 มาให้คนไทยได้ดูในราคาค่างวดเท่าไหร่ ผู้ประกอบการมอง แพง โอกาสคุ้มทุนหารายได้ยาก แต่ต่อยอดแพลตฟอร์ม ฮับราชันย์กีฬาดึงคนดู เป็นอีกจิ๊กซอว์ธุรกิจ

นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่อึดใจ มหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่ที่มวลมนุษยชาติรอคอยอีกชนิดกีฬาคือ “ฟุตบอลโลก 2026” เพราะนัดฟาดแข้งจะประเดิมตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2569 และแข่งขันยาวถึง 19 กรกฎาคม 2569 

แง่ของ ธุรกิจคอนเทนต์ ฟุตบอลโลก ถือเป็นที่สุดแห่งคอนเทนต์ หรือ King of Content ที่ผู้คนตั้งตารอดู รวมถึงต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อทุ่มซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

ทว่า ประเทศไทยยังไร้คำตอบว่า “ใครคว้าสิทธิ” ไปครอง เพื่อเสิร์ฟคนดู แม้กระแสข่าวจะมีชื่อของ  บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เข้าวินไปเรียบร้อยแล้ว แต่หากได้ไป ไม่รีบจัดทำแพ็คเกจดึงคนดู แพ็คเกจโฆษณาเพื่อดึงเม็ดเงินมาสร้างรายได้ หาจุด “คุ้มทุน” ในเวลาอันสั้นที่มีการแข่งขัน 

ลิขสิทธิ์แพง หารายได้ยาก

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัดหรือ MI GROUP เปิดเผยว่า ขณะนี้เอเยนซียังไม่ได้รับแจ้งข้อมูลถึงลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ว่าเอกชนรายใดได้ไปครอง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งบรอดแคสต์ที่มีช่องทีวีเป็นของตัวเอง หรือฝั่งโทรคมนาคม ที่อาจเป็นพันธมิตรเพื่อนำคอนเทนต์ไปถ่ายทอดสดให้คนดู 

ทั้งนี้ หากมองมิติของต้นทุนลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่ราคาค่อนข้างสูงหรือแพง การหารายได้จากเม็ดเงินโฆษณาเหมือนในอดีตเป็นเรื่องยาก และไม่สามารถครอบคลุมต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่ลงไปกับคอนเทนต์ดังกล่าว แต่ปัจจุบันหากผู้ประกอบการได้ไป จะนำไปต่อยอดโมเดลธุรกิจให้แข็งแกร่ง รวมถึงดึงผู้ชม(ทราฟฟิก)ขยายฐานแฟนให้มากขึ้น เพื่อให้แพลตฟอร์มของผู้ประกอบการเข้าถึง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายให้กว้าง 

ตัวอย่าง หากผู้คว้าสิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เป็นไปตามกระแสข่าวอย่าง JAS ที่เดินหน้าสร้างศูนย์กลางของแพลตฟอร์มรับชมรายการกีฬา หรือฮับของสปอร์ตคอนเทนต์ ราชันย์แห่งคอนเทนต์อย่างฟุตบอลโลก จะดึงทั้ง traffic และ penertration กลุ่มคนดูได้

“โมเดลการหารายได้จากโฆษณา ไม่สามารถคัฟเวอร์ต้นทุนของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแล้ว เพราะค่าลิขสิทธิ์แพง ไม่คุ้ม ผู้ประกอบการมอง beyond กว่านั้นไปแล้ว เช่น การดึงทราฟฟอก เพิ่มการเข้าถึงในการมุ่งสู่สปอร์ตฮับที่กำลังสร้างอยู่”       

ไม่คุ้มค่าลงทุน 

ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม หรือ GROUP CEO บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีที่ FIFA ต้องการค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก จากไทยระดับ 1,200-1,500 ล้านบาท  หรือราคาราว 40 ล้านดอลลลาร์ ถือว่าไม่คุ้มค่าการลงทุนจากหลายตัวแปร ได้แก่

1.ช่วงเวลาถ่ายทอดสดคนดูฟุตบอลโลก (contents) ไม่ว่าแพลตฟอร์มไหนล้วน “น้อยที่สุด” ในช่วงวัน ส่วนเม็ดเงินโฆษณาตามเวลาจะยากขึ้นตามมา เพราะกีฬาเป็นคอนเทนต์ที่ส่วนใหญ่ต้องการชมสดตามเวลา ส่วนการชมย้อนหลังจะมุ่งเข้าไฮไลต์เลย  ด้านกิจกรรมหรืออีเวนท์ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่คนบางตาแม้จะมีอีเวนต์ระดับโลกมาชูโรง แต่คนจะดูฟุตบอลอยู่บ้านมากกว่า

ส่วนค่าสิทธิ์การเปิดที่อาจเก็บได้จากร้านค้า ร้านอาหาร สถานบันเทิง ฯลฯ เป็นเวลาที่ “ปิดให้บริการแล้ว” (เวลาถ่ายทอดหากตรงกับเวลาในประเทศไทยมักเป็น 23.00 น.ไปจนถึง 11.00 น. ของวันใหม่)อาจเหลือเพียง โรงแรม และ แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งเท่านั้น 

2.จำนวน แฟนกีฬา สำหรับฟุตบอลยอดนิยมชาวไทย อย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษ (EPL) ยังมีคนจ่ายเพื่อชมรายเดือนประจำสม่ำเสมอไม่ถึง 2 ล้านคน ดังนั้น ฟุตบอลโลกน่าจะเลือกชมเป็นนัดๆไป ทำให้คนที่พร้อมจ่าย อาจมีไม่ถึงครึ่งนึงของคนที่จ่ายเพื่อชม EPL เสียด้วย 

ตัวอย่าง หากมีคนดูยินดีจ่าย 1 ล้านคน ค่าชมทุกนัดสัก 200-300 บาท ก็อาจจะเก็บเงินได้เพียง 200-300 ล้านบาท (กรณี pay per view) ขณะที่สิขสิทธิ์ฟุตบอล EPL ที่เอกชนซื้อมาล่าสุดมีต้นทุนเฉลี่ยปีละ 3,100 ล้านบาท ในเวลา 10 เดือนต่อปี (ตกเดือนละ 310 ล้านบาท) ปีแรก ยังไม่สามารถเก็บเงินได้ครบ แต่ยังมีเวลาขยายผลสร้างฐานอีก 5 ปี

ช่องทีวีที่มีรายได้น้อยสุด 3เดือนยังทำเงินเพียง 600 ล้านบาท

3.เม็ดเงินโฆษณา  หากพิจารณาข้อมูลล่าสุด รายได้อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาไตรมาสแรก จากโฆษณาของสถานีที่มีรายได้ดีที่สุดมีรายได้ราว 600 ล้านบาท จากค่าโฆษณาทั้งวันหรือ 24 ชั่วโมง(ชม.) ตลอด 3 เดือน  เฉลี่ย ราว 200 ล้านบาทต่อเดือน  หากการโฆษณาทั้งวัน แต่การทำรายได้ดีจะเป็นช่วงเวลานาทีทอง(PrimeTime) จึงพอจะประเมินเม็ดเงินโฆษณาสำหรับฟุตบอลโลกกันได้ 

นอกจากนี้ หากมีการขายคลิป ฟุตเทจ Hilight Short-form สำหรับไปทำข่าว ทำคลิป รวมถึงไฮไลต์ย้อนหลัง อาจไม่ได้สร้างรายได้แบบมีนัยยะสำคัญมากนัก หรือทำเงินราว 5-20 ล้านบาท คำถามคือ “แล้ว เท่าไหร่จึงจะคุ้ม?”

เอกชนมองราคา 200-300 ล้านบาท 

ชลากรณ์ ลองตั้งตุ๊กตาค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหนนี้ หากได้ 200-300 ล้านบาท มองข้ามช็อตปี 2030 ที่ฟุตบอลโลกจะครบ 100 ปี ซึ่งจัดที่ยุโรปและอเมริกาใต้ อาจเสนอราคา 500 ล้านบาท แบ่งชำระ 2 งวด ควรเป็นบริษัทที่กำไรสะสมพอควร  

ส่วนโมเดลการหารายได้จากสื่อพันธมิตรยังพอมีโอกาส ทั้งการทำแพ็คเกจเสนอร้านอาหาร ต้องมีกลยุทธ์ต่างๆรองรับ เช่น Cross-Promotion อาจพ่วงกันหรือ Bundle สามารถทำแคมเปญเพิ่มเติมได้ แบบ "ซื้อแล้วได้โค้ดดูบอลโลกบนมือถือฟรี" การให้ส่วนลดแพคอาหารและเครื่องดื่มมื้อเช้า มื้อดึก เป็นต้น 

ประเทศไทยมีประชากรราว 67 ล้านคน คนดูฟุตบอลมีจำนวนไม่น้อย แต่หากเทียบกับประเทศเวียดนามจะเห็นว่าค่าลิขสิทธิ์ที่ FIFA เสนอต่ำกว่าไทย และนั่นทำให้มีกระแสข่าว JAS เจรจาซื้อสิทธิขอจ่ายเท่าเวียดนาม ราคา 15 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบประชากรแล้วเวียดนามมีหลัก “ร้อยล้านคน” แต่ไทยกับถูกโขกราคาแรงมาก

ที่ผ่านมา อีกประเด็นใหญ่ทางธุรกิจ คือการงัดกันระหว่าง FIFA และแดนมังกร หลังถูกโก่งราคาพุ่งไปถึง 300 ล้านดอลลาร์ ทว่า “จีน” เลือกที่จะเมิน พร้อมให้เหตุผลทั้งไม่มีทีมชาติตนเองเข้ารอบไปชิงชัยคว้าถ้วยบอลโลก เวลาที่ต่างกันอย่างมาก 

เวลาที่งวดเข้ามาทุกขณะในการถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2026 ทำให้FIFA ต้องยอมปราชัยต่อการเจรจาการค้า เพราะสื่ออย่าง China Media Group (CMG) ได้บรรลุข้อตกลงซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดด้วยราคาที่ลดลงถึง 80% หรือราว 60 ล้านดอลลาร์ จุดนี้เป็นกรณีศึกษาที่ไทยต้องขบคิดในการ “ต่อรอง” ซื้อ King of Content มาดึงคนดู เพราะต้นทุนที่แพง จะหาเงินให้คุ้มทุนในเวลาอันสั้น เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง