Trip.com Group เปิดเวที ‘Envision 2026’ รวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากทั่วโลก โชว์วิสัยทัศน์ตอกย้ำความเชื่อมั่น ก้าวสู่ยุคใหม่ของ ‘การท่องเที่ยว’ ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วน 10% ของ GDP โลก มูลค่ามหาศาลถึง 11.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 พร้อมกางโรดแมปด้านความร่วมมือกับพันธมิตร ปลดล็อกนวัตกรรม เทคโนโลยี AI อัจฉริยะ และการสร้างคุณค่าร่วมกันในทุกอุตสาหกรรมของระบบนิเวศการท่องเที่ยว
Trip.com Group (ทริปดอทคอม กรุ๊ป) ผู้ให้บริการการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่ออนาคตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกในระยะยาว จัดงานประชุมครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี “Envision Global Partner Conference 2026” พร้อมเผยนวัตกรรมใหม่ แผนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และโครงการสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมในยุคถัดไป
งานนี้รวบรวมแขกคนสำคัญมากมาย ทั้งกลุ่มผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว พันธมิตรสายการบินและโรงแรม รวมถึงชุมชนครีเอเตอร์ รวมกว่า 3,500 คนจาก 78 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เพื่อร่วมสำรวจโอกาสใหม่ๆ และอนาคตของการเดินทางที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดีมานด์ทุบสถิติ และโมเมนตัมที่เกิดขึ้นทั่วภาคธุรกิจ
ในการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน เจน ซุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Trip.com Group ได้ประกาศการมาถึงของ "ยุคใหม่แห่งการท่องเที่ยวระดับโลก" ซึ่งเกิดจากปัจจัยจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ การเร่งเครื่องด้านนวัตกรรม และความมุ่งมั่นในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเชิงลึก
ปัจจุบันการท่องเที่ยวมีสัดส่วนราว 10% ของ GDP โลก โดยคิดเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 11.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ที่ผ่านมา และยังเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในโลก ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึง 2 เท่า (ข้อมูลจากสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก หรือ World Travel & Tourism Council : WTTC)
ภายใต้บริบทดังกล่าว Trip.com Group และพันธมิตรมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ยอดการจองรวมบนแพลตฟอร์ม OTA ระหว่างประเทศของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน
ในขณะที่ยอดการจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินขาออกพุ่งสูงกว่าปี 2562 ถึง 140% ส่วนธุรกิจการออกตั๋วเครื่องบินของบริษัทฯ มีมูลค่าการจำหน่ายชั้นโดยสารพรีเมียมและบริการเสริม (Upsell) เพิ่มขึ้นราว 60% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่รายได้จากกลุ่มที่พักเติบโตขึ้นกว่า 20%
"โมเมนตัมนี้สะท้อนถึงดีมานด์การเดินทางที่แข็งแกร่งขึ้นในทุกภูมิภาค โดยมีทวีปเอเชียเป็นศูนย์กลาง เสริมด้วยแรงหนุนจากการเติบโตที่พุ่งขึ้นทั้งในยุโรปและอเมริกา"
“3 Ds” เจาะลึก 3 แนวโน้มสำคัญที่นิยามการท่องเที่ยวโลก
งานประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงโอกาสการเติบโตครั้งสำคัญในบทใหม่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกผ่านแนวคิด “3 Ds” ได้แก่ Discovery การค้นพบจุดหมายปลายทางใหม่ที่กำลังมาแรง เช่น อุซเบกิสถาน อาร์เจนตินา และโคลัมเบีย ซึ่งเป็นกลุ่มจุดหมายที่เติบโตเร็วที่สุดในปี 2568 Diversity ความหลากหลายของประสบการณ์ ตั้งแต่การดำน้ำที่บาหลี สัมผัสธรรมชาติที่คัปปาโดเกีย ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ในกีซาและอิสตันบูล และ Depth การเดินทางเชิงลึก โดย 15 จาก 20 เส้นทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด สะท้อนถึงการเดินทางระยะไกล มีการเชื่อมเส้นทางหลายต่อ และระยะเวลาพำนักเฉลี่ยที่สูงราว 6 วันในทุกภูมิภาค
เจน ซุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Trip.com Group กล่าวว่า “การท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังฟื้นตัวอย่างเหลือเชื่อ และด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่ทำสถิติสูงสุด ทำให้เรากำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการเติบโต พันธกิจร่วมกันของเราคือการเปลี่ยนโมเมนตัมนี้ให้กลายเป็นคุณค่าที่ยั่งยืนทั่วทั้งระบบนิเวศการเดินทาง ผ่านการลงทุนในด้านนวัตกรรมและบริการ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของนักเดินทางที่ต้องการประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่ง Trip.com Group ได้ช่วยปลดล็อกโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ เพื่อสร้างอนาคตของการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งจะส่งเสริมพันธมิตร เอื้อประโยชน์ต่อชุมชน และมอบการเดินทางอันทรงคุณค่าแก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก”
ทั้งนี้ Trip.com Group ยังให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ทั้งกับแพลตฟอร์ม ผลิตภัณฑ์ และบริการของบริษัทฯ โดยเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ ในทุกหน่วยธุรกิจหลัก ดังนี้
- สายการบิน: เปิดตัวบริการแบบบูรณาการแนวใหม่ เช่น บริการเช็กอินออนไลน์ (Online Check-in) โดยระบบวิเคราะห์ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะช่วยให้พันธมิตรสายการบินได้รับข้อมูลที่แม่นยำขึ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- โรงแรม: ระบบ One-click Personalisation และ Smart Carts จะช่วยสร้างยอดห้องพักเพิ่มขึ้น 10,500 คืน และยอดจองหลายห้องอีก 4,000 รายการต่อวัน
- รถไฟ: แพลตฟอร์มบริการรถไฟแบบครบวงจรที่เชื่อมต่อการเดินทางได้หลายรูปแบบ ช่วยเพิ่มยอดขายการเดินทางแบบเชื่อมต่อรถไฟและเที่ยวบิน (rail-flight) ให้เติบโตถึง 50% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมขยายการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการรถไฟทั่วยุโรป
- สถานที่ท่องเที่ยวและธุรกิจทัวร์: โซลูชัน Smart Ticketing รวมถึงเครื่องจำหน่ายตั๋วแบบบริการตัวเองตามสถานที่ท่องเที่ยวอันพลุกพล่าน รองรับการใช้งานแล้วกว่า 1 พันล้านครั้งใน 8 ตลาด นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2567
- Trip.Biz: AI agents สามารถอนุมัติคำขอเดินทางเพื่อธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำโดยอัตโนมัติ โดยมีอัตราการอนุมัติมากกว่า 98% และ Trip.Biz ยังรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหาก AI ของบริษัทเกิดความผิดพลาด
- คอนเทนต์และชุมชนครีเอเตอร์: ระบบขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยจับคู่อินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเชื่อมโยงผู้ขายเข้ากับครีเอเตอร์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ช่วยให้พันธมิตรสามารถเปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นดีมานด์และการค้นพบใหม่ๆ
จับตาสู่อนาคตอย่างเชื่อมั่น
ในการก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้า บริษัทฯ ได้วางเสาหลัก 3 ประการ สำหรับการลงทุนและนวัตกรรมในอนาคต ภายใต้หลักการ “Intelligence with Care”
ประการที่ 1 คือการขับเคลื่อนทางเลือกที่ดีและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ผ่านระบบการค้นหาและการจองที่ใช้ AI พร้อมเสริมระบบวิเคราะห์ตลาดที่ฉลาดยิ่งขึ้นให้แก่พันธมิตร
ประการที่ 2 คือการผสานประสิทธิภาพของ AI เข้ากับวิจารณญาณและความเข้าอกเข้าใจของมนุษย์ เพื่อมอบความน่าเชื่อถือในจุดที่มีความสำคัญมากที่สุด
และประการที่ 3 คือการเสริมความแข็งแกร่งของตำแหน่งทางการตลาด ในฐานะแพลตฟอร์มระดับโลกที่น่าเชื่อถือ พร้อมรับประกันการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพและสอดคล้องตามกฎระเบียบในตลาดทุกแห่ง ทั้งสำหรับพันธมิตรและนักท่องเที่ยว

