วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’ โกยยอดขายเดือนละ ‘40,000 ตัว’ รุ่นที่ 3 ขอไปถึงพันล้าน-ส่งออกทั่วโลก

เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง หรือที่หลายคนเรียกว่า “เก้าอี้ตาแสวง” เป็นแท่นไม้ขนาดพอดีตัว จะขึ้นไปยืนหรือนั่งเพื่อยืดเส้น-คลายกล้ามเนื้อก็ทำได้ทั้งหมด แม้ทำเพจเฟซบุ๊กขายบนช่องทางออนไลน์ได้ไม่นาน แต่จริงๆ แล้ว เก้าอี้มหัศจรรย์ ตัวนี้มีอายุนานมากกว่า 30 ปี เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่รุ่นคุณตาแสวง ตัดสินใจทำเก้าอี้จากวัสดุเหลือใช้ที่พอจะหาได้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ภรรยาใช้คลายเส้นหลังจากเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการเดิน

ปรากฏว่า หลังจากได้ใช้เก้าอี้ทำมือคุณยายก็มีอาการดีขึ้นตามลำดับ พอเริ่มใช้ดีก็บอกต่อปากต่อปากกับเพื่อนๆ ละแวกบ้านใกล้เคียงกัน ชื่อเสียงของเก้าอี้ไปไกลจนถึงคุณหมอในโรงพยาบาล เอ่ยปากกับคุณตาว่า ลองผลิตจริงๆ จังๆ ดูเลยดีกว่า หลังจากนั้นจึงเริ่มรวมกลุ่มในชุมชน ใช้เวลาว่างจากการทำไร่นามาผลิตเก้าอี้เพื่อสร้างรายได้อีกทาง ความดีงามของเก้าอี้ทำให้ในเวลาต่อมาจึงได้รับการขนานนามว่า “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง

‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’ โกยยอดขายเดือนละ ‘40,000 ตัว’ รุ่นที่ 3 ขอไปถึงพันล้าน-ส่งออกทั่วโลก

-เจ-ณัฐวัฒน์ พุ่มบุญทริก ผู้บริหาร และทายาทรุ่นที่ 3 เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง-

จากภูมิปัญญาของหมอตำบล พลิกทำเงิน “70 ล้าน” ภายในปีเดียว

ที่จริงแล้ว “เจ-ณัฐวัฒน์” ไม่ใช่สายเลือดโดยตรงกับตาแสวง ทว่า เป็นหลานเขยแต่งเข้าบ้าน พร้อมกับเห็นโอกาสต่อยอดสินค้าชิ้นนี้ให้ไปต่อในระยะไกล เจเล่าว่า คุณตาแสวงเป็นปราชญ์ชาวบ้าน คล้ายกับหมอตำบลในพื้นที่นั้นๆ ต้นตระกูลก็เป็นหมอตำบลกันมาหลายรุ่น ขณะเดียวกันคุณตาก็มีงานประจำรับราชการในกระทรวงคมนาคม หลังจากเกษียณอายุงานจึงหันมาทำเก้าอี้มหัศจรรย์จริงๆ จังๆ

“เจ” บอกว่า แท้จริงแล้วภูมิปัญญาเก้าอี้แบบที่เราเห็นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรุ่นคุณตาเป็นครั้งแรก มีกันมาร้อยปีแล้ว คุณตาใช้เวลาลองผิดลองถูกทำจากไม้มือสอง และวัสดุที่พอจะหาได้มาประกอบเป็นรูปเป็นร่าง ใช้เวลา 2 เดือนกว่าๆ ก็ออกมาเป็นเก้าอี้ตัวแรก

เหตุผลหลักที่ทำให้คุณตาแสวงทำเก้าอี้มาจากอาการป่วยของคุณยายผู้เป็นภรรยาที่เริ่มมีปัญหาเรื่องการเดิน ซึ่งหลังจากได้ใช้เก้าอี้ก็พบว่า อาการดีขึ้นตามลำดับ จนคุณหมอที่โรงพยาบาลแนะนำให้คุณตาผลิตจริงๆ จังๆ จากนั้น “ตาแสวง” เริ่มฟอร์มทีม-สอนคนในชุมชนให้ทำเก้าอี้ด้วยตัวเอง กระทั่งภูมิปัญญาตกทอดมาถึงรุ่นลูก-รุ่นหลาน

“เจ” เข้ามามีส่วนในธุรกิจเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงตั้งแต่ 10 ปีก่อนหน้า ตอนนั้นยังเป็นเพียงธุรกิจแบบซื้อมา-ขายไป รับเก้าอี้มาจากชาวบ้านแต่ละคนที่ผลิตกันเอง แบรนด์เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงทำหน้าที่เป็นหน้าร้านในการขายของเท่านั้น ทำแบบนั้นมานานเกือบ 10 ปี จน “เจ” เจอกับจุดเปลี่ยนเมื่อวิกฤติโควิด-19 ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก 

‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’ โกยยอดขายเดือนละ ‘40,000 ตัว’ รุ่นที่ 3 ขอไปถึงพันล้าน-ส่งออกทั่วโลก

เพจเฟซบุ๊กที่เปิดไว้ไม่ได้ทำการตลาดมากมายกลับถูกปิดด้วยความผิดพลาดบางอย่าง ช่องทางการขายชัตดาวน์ลงชั่วคราว เงินจากการขายสินค้าที่เคยมีได้เท่าไรใช้เท่านั้น เพราะยังไม่มีระบบบริษัท ไม่มี “Business Model” ไม่มีระบบการเงิน-บัญชีที่ถูกต้อง “เจ” ใช้เวลาช่วงนั้นติดตามส่งของให้ลูกค้าเท่าที่ยังมีข้อมูล หลังจากนั้นก็ใช้เวลาอีก 3 เดือนเต็มๆ เรียนรู้ทุกอย่าง เริ่มจดบริษัทในปี 2567 รับพนักงานเข้ามาประจำแต่ละแผนก วางโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมด รวมถึงดึงการผลิต “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” เข้ามาไว้ที่โรงงาน เพื่อคุมคุณภาพให้เหมือนกันทุกตัว

“ก่อนหน้านี้เรารับเก้าอี้มาจากคนผลิตอีกที ซึ่งก็พบว่า งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณภาพงาน และวัสดุต่างกัน บางคนยัดไส้มาขายเรา ดีบ้างไม่ดีบ้าง ทำให้ตัดสินใจว่า ต้องทำเอง ศึกษาเองใน YouTube ตัดไม้ยังไง ติดบานพับยังไง แล้วก็มาศึกษาหาเครื่องทุ่นแรงที่ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น วางแผนว่า วันนี้จะตัดไม้ ติดบานพับ ลบรอยต่อไม้ ทาสี ยิงพรม ฯลฯ งานขายก็แบ่งเหมือนกันว่า เราขายของตลอดทุกวันอยู่แล้ว เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักของเราต้องคอยตอบแชตลูกค้าตลอดเวลา”

“เจ” ตัดสินใจควักเงินก้อนเดียวที่มีในตอนนั้นราวๆ 20,000 บาท วางเดิมพันด้วยการยิงโฆษณาในเฟซบุ๊ก ปรากฏว่า หลังจากนั้นมียอดขายเข้ามา 100,000 บาท วันถัดมาเพิ่มอีกเท่าตัวไปเรื่อยๆ ทำให้เดือนแรกที่กลับมาขาย “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ทำยอดขายไปได้ 2-3 ล้านบาท ระหว่างนั้นคอขวดที่เกิดขึ้นคือ กระแสเงินสดที่ยังมีไม่มาก ขายดีจนต้องสั่งผลิตเพิ่มแต่ยังไม่มีเงินไปวาง “เจ” ใช้วิธีต่อรองกับซัปพลายเออร์ ขอแบ่งจ่ายทีละก้อน ได้เงินสดจากการขายก็นำมาหมุนทีละส่วน ตั้งแต่รับพนักงานใหม่ไปจนถึงเปิดโรงงานของตัวเอง

เขาเล่าว่า “Pain Point” ในรุ่นคุณตา คือ ความไม่สม่ำเสมอของการทำธุรกิจ คุณตาแสวงจะได้รับเชิญไปออกทีวี สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ และนิตยสารอยู่บ้าง ช่วงไหนได้ออกสื่อก็จะมียอดขายพุ่งขึ้นมา 2-3 เดือนติดต่อกัน หลังจากนั้นเมื่อกระแสซา ยอดขายก็จะค่อยๆ หายไป “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” เลยเป็นเพียงสินค้าชุมชนที่ว่างเมื่อไหร่ค่อยทำเมื่อนั้น ประกอบกับคุณตาไม่ได้คิดในเชิงธุรกิจมากมาย จึงยังไม่มีไลน์ผลิตเป็นของตัวเอง ไม่มีการโปรโมตทำการตลาด ทั้งหมดเกิดขึ้น-ตั้งไข่ทิศทางใหม่ในรุ่นที่ 3 

‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’ โกยยอดขายเดือนละ ‘40,000 ตัว’ รุ่นที่ 3 ขอไปถึงพันล้าน-ส่งออกทั่วโลก -ด้านในโรงงานโดยมีพนักงานประจำตามจุดต่างๆ ในการผลิต-

อดีตสอนให้ใช้ “เงินสดทำธุรกิจ” ไม่ขอเป็นหนี้ อัดงบลงโฆษณาฉ่ำ 4-5 ล้าน

หลังจดบริษัท และเพิ่มช่องทางการขาย จนมีเงินสดเข้ามาทุกวัน “เจ” เริ่มวางโครงสร้างบริษัทครบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ฝ่ายการเงิน การผลิต มีแอดมินประจำทุกแพลตฟอร์ม ใช้เวลาเพียง 2 เดือน “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ก็โตวันโตคืน “เจ” ทุ่มสุดตัวด้วยการรับพนักงานเพิ่มทีเดียว 200 คน ถึงตรงนี้ก็ยังไม่คิดกู้เงิน ขอใช้เงินสดในระบบหมุนให้ทั่วถึงทุกส่วน 

“เจ” ยอมรับว่า สินค้าเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงได้กำไรต่อชิ้นน้อยมากๆ วิธีเพิ่มกระแสเงินสดให้ดูว่า ช่องทางไหน แพลตฟอร์มไหน ได้เงินสดเข้ามาเร็วที่สุด คำตอบคือ เฟซบุ๊ก ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีอายุขึ้นมาหน่อย ตัดสินใจซื้อแล้วโอนเลย รวมถึงช่องทางนี้ยังจูงใจด้วยของแถมแบบจุกๆ “เฟซบุ๊ก” จึงเป็นช่องทางที่เจอัดงบการโฆษณามากที่สุด เพื่ออาศัยวอลุ่มที่โตขึ้นทุกวัน เมื่อมีกระแสเงินสดมากพอ ก็มีเงินเข้ามาสต๊อกของได้สอดคล้องกับความต้องการ

“ขายได้เท่าไรก็เอาทุนบวกกำไรเพื่อไปสต๊อกของแบบทวีคูณเรื่อยๆ เดือนนี้มีกำไรเท่านี้เอาไปซื้อรถขนส่ง 1 คัน วิ่งส่งงานกันเอง สินค้ากระแสจะไปได้ใน TikTok ถ้ามีความน่าเชื่อถือหน่อย ไม่มีคู่แข่งจะเป็นเฟซบุ๊ก ส่วน Shopee เป็นตัวเก็บตก คนซื้อของออนไลน์จริงๆ ก็จะจบปลายทางที่นี่ พอเรามีความรู้การตลาดในออนไลน์เรายิงโฆษณาไม่ทับกลุ่มเป้าหมายกัน คนซื้อในเฟซบุ๊กจะไม่ขอซื้อใน Shopee เพราะการตลาด การวางเงิน จะแยกแต่ละแพลตฟอร์มอยู่แล้ว”

‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’ โกยยอดขายเดือนละ ‘40,000 ตัว’ รุ่นที่ 3 ขอไปถึงพันล้าน-ส่งออกทั่วโลก

“เจ” เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ใช้งบโฆษณา 5 ล้านบาทต่อเดือนไลน์การผลิตตอนนี้มีโรงงานทั้งหมด 3 แห่ง และกำลังจะเปิดแห่งที่ 4 เร็วๆ นี้ ปัจจุบันยังเป็นพนักงานทำเองทั้งหมด มองว่า คนของบริษัทเชี่ยวชาญชำนาญมากกว่า ตนเองเคยทดลองมาแล้วในบางขั้นตอน อาทิ ขั้นตอนตัดไม้ คนทำงานเร็วกว่าเครื่องจักร ส่วนที่ใช้เครื่องจักรเข้ามาทุ่นแรงก็มี เช่น การติดบานพับ เป็นต้น

จากยุคคุณตาที่ทำด้วยวัสดุเหลือใช้มือสอง ไม่มีแผนก QC คอยตรวจสอบคุณภาพ ไม่มีรีวิวจากลูกค้าสะท้อนความเชื่อมั่น เป็นงานวิสาหกิจชุมชนที่ว่างเมื่อไหร่ค่อยแวะมาทำขาย จนถึงวันนี้ที่ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” เติบโตบนช่องทางออนไลน์ ทั้งยังมีโปรดักต์อื่นๆ เข้ามาเสริมทัพ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์กดจุดฝ่าเท้า ไม้นวดเอว หวีไม้ ไม้นวดมือ กะลานวดฝ่าเท้า เป็นต้น และกำลังจะเริ่มทำ ยาหม่อง และยาดมพร้อมๆ กันด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนำไปสู่แผนโตที่ “เจ” หมายมั่นปั้นมือ ขอพา “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” อยู่คู่ทุกบ้าน

ไม่หวั่นของก๊อบ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ขายได้ด้วยตัวเอง ขออีก 5 ปี พาแบรนด์แตะพันล้าน

แม้ปัจจุบัน “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” จะยังไม่ได้ไปเปิดตลาดต่างประเทศด้วยตัวเองอย่างเป็นทางการ แต่คู่มือการใช้งานที่แนบมากับสินค้ามีมากถึง 4-5 ภาษา ในแอปพลิเคชันสีส้มก็มียอดสั่งซื้อจากต่างประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย “เจ” บอกว่า ที่ต่างประเทศเริ่มรู้จักเก้าอี้น่าจะมาจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศนั้นๆ ซื้อไปใช้แล้วนำไปรีวิวบอกต่อ 

แผนโตในอนาคตถ้าจะพา “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ไปถึงรายได้หลักร้อยล้านหรือพันล้านได้ ยอดขายในประเทศอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากอายุการใช้งานของสินค้านาน 5-10 ปี รวมถึงในประเทศเองก็มีขีดจำกัดของตลาดอยู่พอสมควร แต่ขณะเดียวกันก็พบว่า เกินกว่า 80% ที่เข้ามาสั่งซื้อล้วนเป็นลูกค้าเก่าทั้งหมด คาดว่า มาซื้อเป็นของฝากหลังจากที่ใช้เองแล้วผลลัพธ์ดี รวมถึงซื้อไปทำบุญ ซื้อไปให้โรงพยาบาลก็มี ส่วนอีก 20% เป็นลูกค้าใหม่ที่อยากรู้อยากลอง บ้างก็ซื้อไปไว้ที่ออฟฟิศ ทำให้แบรนด์ต้องอัปเกรดสินค้า-เพิ่มสีและคอลเลกชันใหม่ๆ ให้หลากหลายมากขึ้น

‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’ โกยยอดขายเดือนละ ‘40,000 ตัว’ รุ่นที่ 3 ขอไปถึงพันล้าน-ส่งออกทั่วโลก

“จริงๆ ตอนนี้เรามีส่งไปออสเตรเลีย เบลเยียม สวีเดน สั่งครั้งละ 200-300 ตัว มีทั้งนำไปขายฝากตามร้านนวด และร้านอาหารไทย ความพร้อมก่อนไปต่างประเทศคือ เรื่องเอกสาร เรากลัวเรื่องลิขสิทธิ์ที่จะตามมา ไปถึงจุดนั้นก็อาจจะต้องมีเรื่องสินเชื่อตามมา ผมมีรุ่นพี่ที่เป็นผู้จัดการระดับสูงทางแบงก์กำลังเข้ามาช่วยดูแลระบบการเงิน โชคดีว่าเรารู้จักผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน เห็นความสามารถในการทำธุรกิจ ด้วยความที่เป็นสินค้าคนไทย สินค้าชาวบ้าน ก็อยากให้ชัดเจนเรื่องโปรดักต์มากขึ้น”

หลังจากปีที่ผ่านมาทำเงินได้ “70 ล้านบาท” ปีนี้ บริษัท เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง จำกัด ตั้งเป้า 100 ล้านบาท ทว่า ผ่านมา 5 เดือน บริษัททำเงินไปแล้ว 80 ล้านบาท “เจ” คาดการณ์ว่า จนจบสิ้นปีนี้รายได้น่าจะไปแตะที่ “200 ล้านบาท” ต้องเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายมากขึ้น ยกระดับมาตรฐานให้พัฒนาได้ดียิ่งขึ้นไปอีก 

การเติบโตหลังจากนี้ เชื่อว่า หากจะไปถึงฝันใหญ่ระดับพันล้านอย่างไรต้องมีตลาดต่างประเทศเข้ามาด้วย “เจ” เชื่อว่า หลังจากนี้เฉพาะตลาดในประเทศน่าจะรักษาระดับได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านบาท ส่วนต่างประเทศก็อยากให้รักษาระดับได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทเช่นกัน ทุกอย่างมีแผน และขั้นตอนชัดเจน

‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’ โกยยอดขายเดือนละ ‘40,000 ตัว’ รุ่นที่ 3 ขอไปถึงพันล้าน-ส่งออกทั่วโลก

สินค้า “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ขายได้ด้วยตัวเอง ไปถึงพันล้านได้ไม่ยาก แต่จะไปถึงเมื่อไหร่ ตอนไหน คงเป็นเรื่องของวินัยทางการเงินบริษัทด้วย ส่วนตัววางเป้าไว้ภายใน 5 ปีหลังจากนี้ ต้องใช้การเดินทางระดับโลกถึงจะพาแบรนด์ไปจุดนั้นได้

อย่างไรก็ตาม “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” ยังมีแผนทำการตลาด Collaboration ร่วมกับอีกหลายเจ้า มีนัดคุยเกือบทุกวัน รวมถึงการลงสปอนเซอร์ในรายการต่างๆ เพิ่มช่องทางการมองเห็นให้คนรุ่นใหม่รู้จัก-คุ้นเคยกับแบรนด์ แม้ว่าจนถึงตอนนี้จะมีสินค้าคล้ายกันทำออกมาด้วยราคาที่ถูกกว่าเกือบครึ่ง แต่ “เจ” มองเรื่องมาตรฐานเป็นหลัก เชื่อว่าทุกอย่างสะท้อนออกมาผ่านคุณภาพที่ลูกค้าได้รับ

สิ่งที่บริษัทต้องทำต่อไปคือ พัฒนาตัวเอง ทำแพ็กเกจจิงให้ดี ตรึงราคาแต่ไม่ลดคุณภาพ แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นทุกอย่างแต่ต้องหาจุดคุ้มทุนให้เจอ หาบาลานซ์ให้เจอจะช่วยให้ธุรกิจอยู่ได้ในระยะยาว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์