วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ ชูฝูงบินโบอิ้งรุ่นใหม่ 50 ลำ ประหยัดน้ำมัน 20% ฝ่าวิกฤติ ‘ท่องเที่ยวผันผวน’

‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ ชูฝูงบินโบอิ้งรุ่นใหม่ 50 ลำ  ประหยัดน้ำมัน 20% ฝ่าวิกฤติ ‘ท่องเที่ยวผันผวน’

แผนการทรานส์ฟอร์มเปลี่ยนฝูงบินครั้งใหญ่ของสายการบิน “เวียตเจ็ทไทยแลนด์” สู่หมุดหมายรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 รุ่นใหม่ จำนวน 50 ลำจากบริษัทแม่ “เวียตเจ็ท กรุ๊ป” ภายในปี 2571 เพื่อทดแทนการปลดระวางเครื่องบินแอร์บัสรุ่นเก่า 18 ลำ และขยายฝูงบินเพิ่ม ได้รับการตอกย้ำอย่างเป็นทางการบนเวทีความร่วมมือครั้งสำคัญ “Thailand-Vietnam Business Forum 2026” รวบรวมผู้นำระดับสูงจากภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และเชื่อมโยงการเดินทางกับท่องเที่ยวในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต “ไทย-เวียดนาม” เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2569

วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า หลังจากเวียตเจ็ทไทยแลนด์เริ่มดำเนินธุรกิจเมื่อปี 2557 ปัจจุบันมีฝูงบิน 22 ลำ ซึ่งแบ่งเป็นแอร์บัสรุ่นเก่า 13 ลำ และโบอิ้งรุ่นใหม่ 9 ลำ โดยภายในสัปดาห์นี้จะรับมอบลำที่ 10

และในสิ้นปี 2569 จะมีฝูงบินเพิ่มเป็น 29 ลำ (เหลือแอร์บัสรุ่นเก่าแค่ 4 ลำ) เดินหน้า “การเปลี่ยนรุ่นเครื่องบิน” และ “ขยายฝูงบิน” เพิ่มเป็น 50 ลำในอีก 2 ปีข้างหน้า เติบโต 2 เท่าจากปัจจุบัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ โดยเฉพาะการขยาย “เส้นทางบินระหว่างประเทศ”

เมื่อรับมอบเครื่องบินโบอิ้งรุ่นใหม่ครบ 50 ลำตามแผน จะทำให้ในปี 2572 มีจำนวนผู้โดยสารรวมเฉียด 10 ล้านคน แบ่งเป็นผู้โดยสารเส้นทางระหว่างประเทศ 45% และเส้นทางในประเทศ 55% จากปี 2569 ที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารรวม 7 ล้านคน แบ่งเป็นเส้นทางระหว่างประเทศ 1 ล้านคน และเส้นทางในประเทศ 6 ล้านคน มุ่งรักษาอันดับ 2 ด้วยเป้าหมายครองส่วนแบ่ง 25% ของตลาดผู้โดยสารเส้นทางในประเทศทั้งหมด (รองจากไทยแอร์เอเชีย)

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ไม่กังวลเรื่องการขยายฝูงบินในช่วงที่มีสงครามตะวันออกกลาง เพราะมองว่ายังมีช่องทางให้สร้างการเติบโตของธุรกิจอีกมาก โดยจะปลดระวางแอร์บัสรุ่นเก่าเสร็จภายในกลางปี 2570 ขณะที่เครื่องบินโบอิ้ง 737-8 รุ่นใหม่จะช่วยประหยัดน้ำมัน 20% ขณะที่การปล่อยคาร์บอนก็ลดลง 20% ด้วยเช่นกัน ทำให้เราสามารถควบคุมต้นทุนในภาวะน้ำมันแพงได้ดีขึ้น หลังจากบินจริงๆ แล้วเทียบเส้นทางต่อเส้นทาง”

‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ ชูฝูงบินโบอิ้งรุ่นใหม่ 50 ลำ  ประหยัดน้ำมัน 20% ฝ่าวิกฤติ ‘ท่องเที่ยวผันผวน’

วรเนติ หล้าพระบาง

แม้ “ราคาน้ำมันเครื่องบิน Jet A-1” พุ่งแตะ 240 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงขึ้น 3 เท่าหลังสงครามตะวันออกกลางปะทุใหม่ๆ จะย่อตัวเหลือ 138 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแล้วในปัจจุบัน แต่ก็ยังแพงกว่าฐานเดิมที่ราคา 84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินช่วงโลว์ซีซันเพิ่มขึ้นราว 20% ยิ่งตอกย้ำถึงการเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินรุ่นใหม่ว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนน้ำมันได้ดีกว่าเดิม 20% โดยบริษัทคาดการณ์ว่าในไตรมาส 3-4 ของปี 2569 ราคาน้ำมันเครื่องบินน่าจะปรับตัวลดลงที่ระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

“หลังเกิดสงครามเราลดเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศ 15-20% อย่างเส้นทางอินเดียลดไปค่อนข้างมาก เพราะเป็นตลาดที่อ่อนไหว (Sensitive) เรื่องราคาตั๋วบินมาก โดยประเมินว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเป็นช่วงที่ธุรกิจสายการบินต้องเจอกับความยากลำบากแน่นอน จากผลกระทบราคาน้ำมันแพงที่ส่งผลต่อทั้งต้นทุนและดีมานด์ ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินปรับสูงตามไปด้วย ขณะเดียวกันด้วยสภาวะเศรษฐกิจทำให้คนระวังเรื่องการใช้เงินมากขึ้นใน 6 เดือนข้างหน้า แต่เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์กลับมาดี การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในไฮซีซันไตรมาส 4”

สำหรับแผน “เปิดเส้นทางใหม่” และ “เพิ่มความถี่เที่ยวบิน” ของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ล่าสุดเพิ่งประกาศเพิ่มความถี่เส้นทางบิน “กรุงเทพฯ-โตเกียว (นาริตะ)” เป็น 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย. 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้เตรียมเปิดบินตรงเส้นทาง “กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์” ความถี่ 1 เที่ยวบินต่อวัน เริ่มบินเดือน ต.ค. 2569 และจะเปิดเส้นทาง “กรุงเทพฯ-ภูเก็ต-เพิร์ธ (ออสเตรเลีย)” ในช่วงต้นปี 2570

ในอนาคตยังเล็งเปิดเส้นทางบินใหม่จากไทยสู่ประเทศ “กลุ่มอาเซียน” เช่น เวียงจันทน์ สปป.ลาว, มะนิลา ฟิลิปปินส์, ฮาลองเบย์ เวียดนาม, รวมถึงจาการ์ตา บาหลี และสุราบายา ในอินโดนีเซีย ขณะที่ “อินเดีย” ปัจจุบันทำการบินแค่เส้นทางมุมไบ กัลกัตตา และอาห์มาดาบัด ยังมีอีกหลายเส้นทางศักยภาพ เช่น ไฮเดอราบัด บังกาลอร์ เชนไน และนิวเดลีรออยู่

ส่วน “จีน” ไม่ต้องพูดถึง ยังมีอีกมาก! ไม่ว่าจะเป็นอู่ฮั่น ซีอาน ฉงชิ่ง ฉางซา และชิงเต่า จากปัจจุบันให้บริการ 6 เส้นทางแล้ว เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หางโจว เฉิงตู เทียนฝู อู๋ซี และอี้อู ในเร็วๆ นี้น่าจะเปิดเพิ่มอีก 2-3 เส้นทางที่จะตามมา โดยเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของ “นักท่องเที่ยวจีน” เดินทางเข้าไทยมากขึ้น หลังจากมีข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ลดลงกว่า 50%

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 พ.ค. “เหงียน ธิ เฟือง เถา” ประธานกรรมการ เวียตเจ็ท กรุ๊ป ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เกี่ยวกับการลงทุนพัฒนา “ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน” (MRO) ที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อรองรับการซ่อมเครื่องบินของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ที่จะมีฝูงบินใหญ่เพิ่มเป็น 50 ลำในอีก 2 ปีข้างหน้า จากตอนนี้ต้องส่งไปซ่อมที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยจะพัฒนา 3 โรงซ่อม คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,400 ล้านบาท) คาดเริ่มก่อสร้างในปี 2570 และเปิดใช้ได้ในปี 2572

‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ ชูฝูงบินโบอิ้งรุ่นใหม่ 50 ลำ  ประหยัดน้ำมัน 20% ฝ่าวิกฤติ ‘ท่องเที่ยวผันผวน’