วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ชาบูตง ราเมน’ ปิดกิจการลาประเทศไทย หลังอยู่นาน 16 ปี สะท้อนร้านอาหารแข่งเดือด-รากเลือด

‘ชาบูตง ราเมน’ ปิดกิจการลาประเทศไทย หลังอยู่นาน 16 ปี สะท้อนร้านอาหารแข่งเดือด-รากเลือด

ลาแล้วอีกราย! “CHABUTON” ตำนานราเมนแชมป์เปี้ยนประกาศปิดตัวหลังอยู่ในไทยมานาน 16 ปีเต็ม จากเคยมี 14 สาขาทั่วกรุงเทพฯ เก็บคองอเข่าจนเหลือเพียง 2 สาขาสุดท้าย กระทั่งปิดกิจการถาวร-วันสุดท้าย 14 มิถุนายนนี้

หลังจากประกาศปิดสาขาก่อนหน้านี้จนเหลือเพียง 2 แห่งสุดท้าย ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก “Chabuton Ramen” ระบุจะเปิดให้บริการอีก 2 สาขาที่เหลือจนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2569 เท่านั้น เป็นอันสิ้นสุดตำนานราเมนแชมป์เปี้ยนหลังเข้ามาปักหลักในไทยนานร่วม 16 ปี โดยสาขาที่ให้บริการจนถึงวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว

สำหรับ “ชาบูตง ราเมน” (CHABUTON) เป็นหนึ่งในร้านอาหารในเครือ CRG: Central Restaurants Group ที่ปัจจุบันมีแบรนด์ในเครือมากถึง 24 แบรนด์ โดยนอกจาก “ชาบูตง” ยังมีราเมนน้องใหม่ “ราเมน คาเก็ตสึ อาราชิ” (Ramen Kagetsu Arashi) ที่เพิ่งเข้ามาเสริมทัพในพอร์ตโฟลิโอเมื่อปี 2566 โดยเหตุผลที่ตัดสินใจดึง ราเมน คาเก็ตสึ อาราชิ เข้ามา แม้จะมีชาบูตงอยู่แล้วเพราะสองแบรนด์นี้อยู่ในเซกเมนต์ที่แตกต่างกัน

‘ชาบูตง ราเมน’ ปิดกิจการลาประเทศไทย หลังอยู่นาน 16 ปี สะท้อนร้านอาหารแข่งเดือด-รากเลือด

“ชาบูตง ราเมน” มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 250-300 บาทต่อชาม ขณะที่ “ราเมน คาเก็ตสึ อาราชิ” ราคาเริ่มต้น 165 บาทต่อชามเท่านั้น ราเมน คาเก็ตสึ อาราชิ จึงเหมาะกับการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าแมส เพิ่มโอกาสในการเข้ามาใช้บริการด้วยความถี่ที่มากขึ้น ด้วยราคาที่ต่ำลงจะช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น คิดน้อยลง ขณะที่การมีอยู่ของ “ชาบูตง ราเมน” ช่วยจับกลุ่มตลาดพรีเมียมแมส เรียกว่า เป็นการดักกลุ่มลูกค้าทั้งสองทางได้ครบถ้วน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยจะยังได้รับการตอบรับจากคนไทยไม่น้อย ทว่า ดูเหมือนแนวโน้มตลาดอาหารญี่ปุ่นจะเริ่มถึงจุด “อิ่มตัว” เสียแล้ว ตัวเลขจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ “เจโทร” ระบุว่า ปี 2568 จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยลดลงราว 2.2% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปีตั้งแต่ที่เจโทรมีการสำรวจจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วประเทศไทย

ลึกลงไปข้างในแม้ว่า “ราเมน” จะไม่ใช่ประเภทอาหารที่ติดโผมีจำนวนร้านค้าลดน้อยถอยลง กลับเพิ่มขึ้นเป็นอันดับที่ 2 ในประเภทร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่อย่าลืมว่า “ราเมน” มีเจ้าตลาดแมสที่ครองมาร์เก็ตแชร์ได้แข็งแกร่งและยาวนาน ส่วนในตลาดพรีเมียมแมสและพรีเมียมก็มีร้านรูปแบบ “Specialty” ที่มาพร้อม Storytelling ของตัวเชฟผู้รังสรรค์เมนู ขายในรูปแบบกึ่งๆ โอมากาเสะ จำกัดจำนวนต่อวัน ชัดเจนในกลุ่มเป้าหมาย 

‘ชาบูตง ราเมน’ ปิดกิจการลาประเทศไทย หลังอยู่นาน 16 ปี สะท้อนร้านอาหารแข่งเดือด-รากเลือด

สถานะและแบรนดิ้งของ “ชาบูตง ราเมน” ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองส่วนนี้จึงอาจมีส่วนทำให้ท้ายที่สุดร้านต้องปิดกิจการลงในปีที่ 16 ส่วน “ราเมน คาเก็ตสึ อาราชิ” ก็ดูจะน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เพราะจากที่มีแผนเปิดเพิ่ม 6 สาขา ปัจจุบันเหลือเพียง 2 สาขา ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาเทอร์มินัล 21 อโศก ส่วนสาขาอื่นๆ ที่เปิดไปก่อนหน้าอย่าง “สยามสแควร์ วัน” และ “ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต” ปิดตัวลงไปเรียบร้อย

พอร์ตโฟลิโอของ “CRG” ตอนนี้ มีร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่อีกหลายแบรนด์ หนึ่งในแบรนด์เรือธงที่ดูจะสร้างการเติบโต-เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุด คือ “คัตสึ มิโดริ ซูชิ” (Katsu Midori Sushi) ซูชิสายพานจากเครือชินคันเซน ซูชิ ที่ “CRG” เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 51%

รวมถึงยังมีแบรนด์ที่กำลังไปได้สวยอย่าง “สลัด แฟคทอรี่” (Salad Factory) และ “ลัคกี้ สุกี้” (Lucky Suki) ที่ดูมีแนวโน้มว่า “CRG” น่าจะหันไปทุ่มสรรพกำลังให้แบรนด์ที่มีศักยภาพสูง พร้อมกับตัดใจปิดสาขาและแบรนด์ที่ไม่ทำกำไร เฉกเช่นที่เกิดขึ้นกับ “ชาบูตง ราเมน” ในวันนี้

‘ชาบูตง ราเมน’ ปิดกิจการลาประเทศไทย หลังอยู่นาน 16 ปี สะท้อนร้านอาหารแข่งเดือด-รากเลือด -คัตสึ มิโดริ ซูชิ ซูชิสายพานดาวรุ่งพุ่งแรงในเครือ CRG-

ทั้งนี้ ตลาดร้านอาหารยังท้าทายหนัก แม้จะได้ชื่อว่า เป็นธุรกิจปัจจัยสี่ คนต้องกินทุกวัน แต่ด้วยจำนวนร้านอาหารเปิดใหม่ที่สูงกว่าหลักแสนแห่งต่อปี “Barriers of Entry” ที่เข้าง่าย-ออกง่าย มีผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งระดับเล็ก-กลาง ไปจนถึงแบรนด์จากต่างประเทศที่เข้ามา “ตีหัว” ด้วยราคาประหยัด

รวมถึงแบรนด์ระดับพรีเมียมที่เริ่มรุกคืบเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้ตลาดร้านอาหารจะยังดุเดือดขึ้นไปอีก พร้อมกับเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนใจไว-อยากลองของใหม่ ก็ยิ่งทำให้ความยากในการทำธุรกิจลากเลือดมากกว่าเดิม