“อีฟแอนด์บอย” (EVEANDBOY)ร้านค้าปลีกสินค้าความงามหรือ “บิวตี้สโตร์” ชั้นนำของเมืองไทยที่มุ่งสู่ยอดขาย “1 หมื่นล้านบาท” ภายในปี 2570 แต่กลยุทธ์ขยายสาขา ทำการตลาดปัจจัยเร่งเป้าหมายเห็นปี 2569
โดยล่าสุดแม่ทัพใหญ่ “หิรัญ ตันมิตร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด ประกาศก้าวเป็นอาณาจักรหมื่นล้านรายใหม่ ด้วยการขอขยับยอดขาย “หมื่นล้านบาท” ให้เกิดขึ้นในปี 2569 จากปี 2568 กวาดยอดขาย 8,297 ล้านบาท
สำหรับกลยุทธ์ที่จะผลักดันให้การเติบโตตามเป้าคือ การเดินหน้าขยายร้านใหม่อย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นปี 2569 จะเปิดร้านเพิ่ม 25 สาขา ในจำนวนนี้จะเห็น "3 โมเดลใหม่” ออกมาสร้างความว้าวให้กับตลาด และผู้บริโภค ประกอบด้วย 1.อีฟแอนด์บอย คาเฟ่ ตั้งอยู่ที่บริเวณชั้น M ศูนย์การค้า PLATINUM POP ซึ่งมีพื้นที่รวม 600 ตารางเมตร(ตร.ม.) เฉพาะคาเฟ่ พื้นที่ 60 ตร.ม. ไฮไลต์สำคัญคือ การผนึกหรือคอลแลบส์กับ 3 พาร์ตเนอร์ ทั้งแบรนด์สินค้า พรีเซนเตอร์ มารังสรรค์เมนูเครื่องดื่ม และทำการตลาดเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค
“การทำร้านรูปแบบคาเฟ่ เป็นโจทย์ที่แบรนด์ต่างประเทศ และระดับโลกใช้เป็นกลยุทธ์มาตลอด และมีการคอลแลบส์กับพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์เมนูพิเศษ มาดึงดูดความสนใจจากกลุ่มวัยรุ่น และสร้างประสบการณ์ให้กลุ่มเป้าหมาย แบรนด์เกิดการเอนเกจกับลูกค้าสูงขึ้น ที่สำคัญคาเฟ่ คือ การพาแบรนด์เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมาย”
2.การเปิดร้านป๊อปอัป-สโตร์ ในย่านแหล่งท่องเที่ยวที่สีลม หรือ EVEANDBOY Glass House Pop-Up โดยมีชั้น 3 ไว้ทำกิจกรรมเวิร์กช็อป และป๊อปอัป 3.ร้านที่มีความสำคัญเป็นแลนด์มาร์กอันมีเอกลักษณ์ หรือ Iconic Landmark ย่านทรงวาด เปิดเดือนสิงหาคม จุดมุ่งหมายคือ การเป็นร้านที่จะแนะนำแบรนด์สินค้าความงามของไทยให้นักท่องเที่ยวได้รู้จัก
“ปีนี้เราจะเปิดสโตร์พิเศษ 3 สาขา ที่สีลม ทรงวาด และคาเฟ่ เพราะผู้บริโภค คนรุ่นใหม่ ไม่ได้มองการไปร้านแค่เพื่อชอปปิง ซื้อสินค้า แต่ต้องการประสบการณ์พิเศษ ซึ่งคาเฟ่ เราจะมีกิจกรรม การคอลแลบส์พันธมิตรทำให้คนเข้ามาร้านถี่ขึ้น ส่วนร้านที่ทรงวาดจะสร้างเป็นไอคอนิกแลนด์มาร์ก ดีไซน์พิเศษ ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน”
ปัจจุบัน อีฟแอนด์บอย มีบิวตี้สโตร์ให้บริการลูกค้า 67 สาขา โดยปี 2568 เปิดร้านใหม่ทั้งสิ้น 22 ร้าน ส่วน 5 เดือนแรก เปิดร้านใหม่แล้ว 5 สาขา และจะเปิดสาขาใหม่เร็วๆ นี้ที่ย่านบรรรทัดทอง อีกหนึ่งเดสทิเนชันแหล่งท่องเที่ยวของไทยด้วย
ด้านสถานการณ์ตลาดบิวตี้ ปี 2569 ยังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ “ภักดี” หรือ Loyalty ต่อแบรนด์น้อยลง อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ กำลังซื้อเปราะบาง มีผลต่อการ “เปลี่ยน” หรือ Shift การใช้สินค้าจากเดิมอาจเห็นการใช้แบรนด์เดียวตั้งแต่หัวจรดเท้า ปัจจุบันมีความหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ(สกินแคร์) ยี่ห้อหนึ่ง เขียนคิ้วยี่ห้อหนึ่ง เป็นต้น และการใช้แบรนด์นอกจากแบรนด์ระดับโลก ยังใช้แบรนด์ไทย(T-Beauty) รวมถึง “แบรนด์จีน” ร่วมด้วย
ส่วนราคาไม่เพียงแปรผันตามแบรนด์ แต่สินค้าบิวตี้แบรนด์จีนบางแบรนด์ราคาระดับพันบาท การซื้อด้านราคา และโปรโมชันก็มีผลเช่นกัน ทว่า ภาพรวมปีนี้การซื้อสินค้าบิวตี้ต่อบิลยังทรงตัวที่ 900 บาท
“สินค้าบิวตี้ยังเป็นหมวดหมู่ที่มีการเติบโต แม้จะได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจเช่นเดียวกับเซกเตอร์อื่นๆ แต่ในฐานะภาคธุรกิจต้องทำการบ้านมากขึ้น ทำโปรโมชันมากขึ้น ส่วนแคทิกอรีสินค้าที่เติบโต ยังเป็นกลุ่มสกินแคร์ แต่ยอมรับว่าผู้บริโภคมีลอยัลตีต่อแบรนด์ลดลง เห็นการเปลี่ยนใช้มากขึ้น เช่น ซื้อครีมกันแดด สกินแคร์ เซรั่ม คละแบรนด์กัน อาจใช้สกินแคร์แบรนด์นอก ลิปสติกแบรนด์ไทย ดินสอเขียวคิ้วแบรนด์จีน และเห็นการชิปของราคาด้วยขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย ผู้ใหญ่อาจยังมีกำลังซื้อสูง จ่ายได้ เป็นต้น”
สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 6-7% โดยปี 2568 ที่ผ่านมามีคาดการณ์มูลค่าตลาดแตะ 4 แสนล้านบาท โดยกระแส T-Beauty มาแรง รวมถึงแบรนด์จีนด้วย
“อีฟแอนด์บอย” เคลื่อนร้านบิวตี้สโตร์มา 21 ปี หนึ่งในการดึงลูกค้า และแบรนด์มาเสริมแกร่งธุรกิจคือ การจัดงาน “BEST SELLING AWARDS 2025” ต่อเนื่องปีที่ 6 ไม่เพียงตอกย้ำแบรนด์ขายดีครองใจผู้บริโภค แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดความนิยมให้กับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อด้วย ส่วนแบรนด์จะได้รู้ความต้องการเพื่อพัฒนาสินค้าตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


