หมดยุคกินเหล้าเข้าผับ เพราะคนยุคนี้หันมาชนแก้วกาแฟแทน! “Coffee Party” โตแรงไม่หยุด คนอยากสังสรรค์แต่ไม่เข้าร้านเหล้า “RISE Coffee” บอก จัดปาร์ตี้กาแฟล่าสุดทะลุ 4,000 คน ตอบโจทย์ Gen Y ตื่นเช้ามาวิ่ง-บ่ายไปตี้กาแฟ-ตกเย็นกลับบ้านเลี้ยงลูกนอน
ไม่ใช่แค่ในไทย แต่พบว่า กระแสคนรุ่นใหม่ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงแทบจะเกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมๆ กับกระแส “รันคลับ” ตื่นมาวิ่งออกกำลังเป็นกลุ่มตอนเช้าแล้วพบปะสังสรรค์ที่คาเฟ่ร้านกาแฟกันต่อ ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ “ป๊อป-กษิดิศ เหล่าบุญมี” หนึ่งในผู้ก่อตั้งและเจ้าของ “RISE Coffee” ตัดสินใจจับมือร่วมกับ “ธีธัช เยื่องศรีกุล” หนึ่งในผู้ก่อตั้ง “Tic Tac Toe” สร้างปาร์ตี้กาแฟตั้งแต่เช้าจรดค่ำที่มีผู้เข้าร่วมงานครั้งล่าสุดมากถึง 4,000 คน ในชื่อ “Morning Affair”
“ป๊อป” เล่าให้ฟังว่า ไอเดียปาร์ตี้กาแฟมาจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านช่วงกลางวันมากขึ้น อยากเข้าสังคม-พบปะสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนเหมือนเดิม แตกต่างจากในอดีตตรงที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้อยากไปร้านเหล้า ดื่มแอลกอฮอล์ตอนกลางคืนอีกแล้ว ประกอบกับเห็นโมเดลนี้เริ่มได้รับความนิยมในต่างประเทศ จึงพูดคุยกับฝั่ง “Tic Tac Toe” ว่า ลองมาจัดงานด้วยไอเดียแบบนี้กันดีกว่า
“Morning Affair” จัดต่อเนื่องมาแล้ว 6 ครั้ง เริ่มต้นครั้งแรกด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานราวๆ 600 คน กระทั่งรอบล่าสุดที่สูงถึง 4,000 คน “ป๊อป” บอกว่า คนรู้จักงานนี้จากสองส่วนหลักๆ เห็นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียแล้วบอกต่อๆ กัน อีกส่วนเป็นลูกค้าที่ร้าน “RISE Coffee” อยู่แล้ว
ครั้งแรกเริ่มจากเปิดให้เข้าร่วมงานฟรี ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายจะเป็นคนที่เพิ่งเลิกจากรันคลับตอนเช้าแล้วหาที่พูดคุยพบปะกันต่อ ลักษณะของ “Coffee Party” จะคล้ายกับการยกร้านกาแฟเข้ามาไว้ในฮอลล์ที่ถูกเซตอัปบรรยากาศให้สนุกสนาน มีเครื่องดื่ม มีม็อกเทล มีเบเกอรี่ กิจกรรมจากสปอนเซอร์ และดีเจเข้ามาเล่นเพลงสลับกันไปทุกชั่วโมง
ซึ่งรอบล่าสุดไม่ได้มีแค่ขนมปังหรือครัวซองต์เท่านั้น แต่ยังมี “หมี่ไก่ฉีก” หรือแม้กระทั่งอาหารญี่ปุ่นก็เข้ามาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน ความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งให้ปาร์ตี้กาแฟรอบล่าสุดแบ่งออกเป็น 2 เวที อยู่กันตั้งแต่ 10 โมงเช้า จนถึง 2 ทุ่มไปเลย
“สิ่งหนึ่งที่ตอบได้แน่ๆ คือพฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป คิดถึงเรื่องสุขภาพมากขึ้น เข้าหา Wellness มากขึ้น และอีกกลุ่มที่เราเจออินไซต์จริงๆ คือ บรรดากลุ่มที่เคยเที่ยว-ปาร์ตี้หนักๆ เมื่อก่อนไปผับสังสรรค์แต่ตอนนี้อายุมากขึ้น มีภาระ มีงาน ไม่สามารถไปดึกๆ แล้วตื่นเช้าอีกวัน ทำไม่ไหวแล้ว จึงมาสังสรรค์กับเพื่อนช่วงบ่าย ตอนเย็นก็กลับไปดูแลลูกต่อ ภาพใหญ่คือการเข้าสังคมยังเหมือนเดิม แต่เทรนด์เปลี่ยนไปไม่จำเป็นต้องกินแอลกอฮอล์แล้ว”
“ป๊อป” บอกว่า กลุ่มคนที่มาปาร์ตี้ค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่ Gen Z จนถึง Gen Y อายุน้อยสุด 21 ปี ไปจนถึง 35 ปี กลุ่มที่เคยออกเที่ยวดึกๆ ก็เปลี่ยนมาปาร์ตี้กาแฟแทน กลุ่มที่ไปรันคลับวิ่งตอนเช้า สายๆ ก็มาปาร์ตี้ต่อ คนเยอะขึ้น กลุ่มอายุกว้างขึ้น ทำให้แผนของการจัดงานหลังจากนี้มีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของขนาด คอนเซปต์ นอกจากจะมีดีเจมาเปิดเพลง เครื่องดื่มม็อกเทล กาแฟ ยังวางแผนเพิ่มกิจกรรมให้สอดคล้องกับเทรนด์ในช่วงเวลานั้นๆ
ก่อนหน้านี้ความถี่ในการจัดงานอยู่ที่เดือนละ 1 ครั้ง แต่ระยะหลังสเกลใหญ่ขึ้น ต้องวางแผนมากขึ้นจึงปรับเป็น 2-3 เดือนต่อครั้ง ช่วงเวลาในการจัดงานจากเดิมสิ้นสุดที่ 17.00 น. รอบล่าสุดลากยาวไปจนถึง 20.30 น. พอมีกิจกรรมมากขึ้นคนก็อยากใช้เวลามากขึ้น ไม่ได้มาเต้นอย่างเดียว แต่มีอาหารจากสปอนเซอร์ มีกิจกรรมสนุกๆ อื่นๆ เพราะถ้าให้คนมาเต้นอย่างเดียว 1-2 ชั่วโมงก็เหนื่อยอยากกลับบ้านแล้ว
หลังจากประสบความสำเร็จ “ป๊อป” บอกว่า ระยะหลังเริ่มมีการจัดงานในลักษณะคล้ายกันจากผู้จัดเจ้าอื่นๆ สิ่งสำคัญที่จะดึงดูดให้ “Morning Affair” โดดเด่น-เป็นที่จดจำ ต้องเน้นเรื่องแสงสีโปรดักชันให้ถึง กล้าพูดว่า เป็นเจ้าเดียวที่ลงทุนไซซ์ใหญ่ ไม่ได้มีเพียงดีเจมาเปิดเพลง แต่รอบหลังสุดยังมีคอนเสิร์ตในรูปแบบศิลปินมาเล่นให้ฟังสดๆ ด้วย ต้องวางตัวเองเป็น “ครีเอเตอร์” ปรับการสื่อสารให้เข้าถึงง่าย สร้างคอมมูนิตี้ให้ลูกค้ารู้สึกว่า แบรนด์เป็นเพื่อนหรือคนรู้จักที่คุ้นเคย
“เป้าหมายของเราทุกครั้งในการจัดต้องสร้างอิมแพคอะไรสักอย่าง ทุกครั้งต้องมีคอนเซปต์ที่เอามาเล่นแล้วสร้างบทสนทนาในโซเชียลมีเดียได้ ราคาค่าบัตรของเรารอบล่าสุดอยู่ที่ 590 บาท กับ 990 บาท เข้าได้ 1 เวที กับ 2 เวที เหมือนกึ่งๆ คอนเสิร์ตไปแล้ว กิจกรรมก่อนหน้านี้เป็นดีเจอย่างเดียว รอบล่าสุดมีดีเจและมีวง Tilly Birds มาเล่นด้วย ดึงให้คนอยู่นานขึ้น”
เจ้าของ “RISE Coffee” มองว่า การจัดปาร์ตี้ครั้งละหลายพันคนทำให้แบรนด์ได้ “Awareness” ไปในตัว เพราะคงไม่มีกิจกรรมไหนที่จะทำให้คนรู้จักแบรนด์ได้ถึง 4,000 คนในคราวเดียว ไม่สามารถเปิดร้านกาแฟแล้วให้คนเข้ามาลองชิมได้พร้อมกันเป็นพันคน “Coffee Party” เป็นเหมือนการขยายฐานลูกค้าที่อาจจะไม่เคยลองกาแฟของแบรนด์ จาก 4,000 คน อาจจะได้ลูกค้าที่กลับมากินซ้ำสัก 200-300 คน ก็นับว่าสำเร็จแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในภาพใหญ่ของ “RISE Coffee” ป๊อป ระบุว่า สัดส่วนทำเงินที่ใหญ่ที่สุดยังคงเป็นโรงคั่วกาแฟ แต่สิ่งที่ทำได้เก่งมากๆ อีกอย่าง คือการทำหน้าร้าน มี “Knowhow” ที่รู้ว่า ต้องทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ โดยปีนี้มีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 1 แห่ง มองว่า ยังเป็นสัดส่วนการเติบโตที่ควบคุมคุณภาพได้

