16 ปีในวงการเบเกอรี่ของอดีตพนักงานต้อนรับบนสายการบินที่ผันตัวสู่การเป็นนักธุรกิจ “กนกกัญจน์ มธุรพร” ได้นำชื่อบนหน้าอกพนักงานต้อนรับบนสายการบินมาตั้งชื่อแบรนด์ “เอพริล เบเกอรี่” (April’s Bakery) ปัจจุบันสร้างการเติบโตให้อาณาจักรทำเงินทะลุ “พันล้านบาท”
ทว่า ก้าวต่อไป คือการนำทัพบริษัทแปลงเป็น “มหาชน” แต่การเคลื่อนธุรกิจต้องรู้จักจับจังหวะการลงทุน เมื่อตลาดพร้อมค่อนเดินหน้า
กนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารแบรนด์เอพริล เบเกอรี่ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจเดิมที่วางไว้บริษัทต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เพื่อเสนอขายหุ้น IPO ในปี 2570 แต่ได้ปรับเปลี่ยน โดยเลื่อนแผนการเข้าตลาดฯออกไปเป็นปี 2572 เพื่อรอจังหวะของตลาดทุน
ระหว่างนี้ บริษัทจึงเดินหน้า “รีแบรนด์ครั้งใหญ่” ในรอบทศวรรษ เพื่อสร้างรากฐานให้แกร่ง พร้อมก้าวสู่ตลาดระดับภูมิภาคต่อไป
ตามแผนการรีแบรนด์ ได้เตรียมงบลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจ ประกอบด้วย การเปลี่ยนแบรนด์ ปรับโลโก้ให้มีความทันสมัย สร้างคาแร็กเตอร์แบรนด์ที่สะท้อนความจริงใจกับลูกค้า เพราะปัจจุบันการทานเบเกอรี ผู้บริโภคไม่ไก้ต้องการแค่คุณภาพ ความอร่อย สะดวก แต่แบรนด์ต้องสร้างความผูกพันธ์ทางอารมณ์หรืออีโมชันนอลให้กับกลุ่มป้าหมาย เป็นการมอบ “ประสบการณ์ในการทานเบเกอรี่”
“ถึงเวลาที่ต้องพัฒนาแบรนด์ไปอีกขั้น การเปลี่ยนหรือรีแบรนด์ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ โลโก้ แต่คือการวางรากฐานให้มั่นคงเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต”
นอกจากนี้ จะเห็นการปรับโมเดลร้านเบเกอรี จากเดิมมีการนำขนมอบต่างๆป้อนไปยังสาขาเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า แต่โฉมใหม่จะเป็นการ “อบสด” ที่ร้าน เพื่อให้ลูกค้าได้เห็น สัมผัสประสบการณ์ครบทั้งรูป รส กลิ่น พนักงานทำขนม สร้างความสุขให้คนทานยิ่งขึ้น และเกิดเอนเกจเมนต์กับแบรนด์
“เอพริล เบเกอรี่” ยังขยับสู่การเป็นแบรนด์ระดับ “แมสทีส” คือสินค้ายังเป็นราคาทั่วไป(Mass)จังต้องได้ เช่น 32 บาทต่อชิ้น แต่วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ฯ มีความพรีเมียม หรือ Prestige
สำหรับการเปิดร้านเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการเข้าตลาดฯ ขายหุ้น IPO จะเพิ่มอีก 60 สาขา หรือมีหน้าร้านแตะ 100 สาขา ในปี 2572 จากปัจจุบันมี 40 สาขา แบ่งเป็นลงทุนเอง 20 สาขา และรูปแบบแฟรนไชส์ 20 สาขา โดยการรีแบรนด์จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป
“ตามแผนบริษัทจะเข้าตลาดฯเพื่อขายหุ้น IPO ปี 2570 แต่ได้ขยับออกไปเป็นไป 2572 การระดมทุนต้องการนำไปใช้ขยายโรงงานให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันทั้งหมดเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ารองรับการเติบโตอีก 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันอาคารโรงงานกระจัดกระจายในพื้นที่ย่านสุขสวัสดิ์ 7 แห่ง กำลังการผลิตรวม 1.6 ล้านชิ้นต่อวัน โดยการลงทุนโรงานใหม่เบื้องต้นยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ขณะที่การรีแบรนด์ครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนมากสุดในชีวิต”
ปี 2568 เอพริล เบเกอรี่ มีรายได้ 1,600 ล้านบาท ปี 2569 ตั้งเป้าเติบโต 30% ทะยานรายได้สู่ 1,700 ล้านบาท โดยไตรมาส 1 ยอดขายเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ทรงตัว แต่เดือนเมษายนและพฤษภาคมเติบโต 55% และหลังจากรีแบรนด์ คาดว่าจะผลักดันยอดขายเฉลี่ยที่หน้าร้านให้แตะ 5 หมื่นบาทต่อสาขาต่อวัน จากปัจจุบัน 1.5 หมื่นบาทต่อสาขาต่อวัน แม้บางร้าน เช่น สาขาเจริญกรุงจะมียอดขายสูงสุดถึง 8 หมื่นบาทต่อสาขาต่อวันก็ตาม หรือการลงทุนต่อร้านจะได้ผลตอบแทนกลับมา(ROI) 20% หรือกำไรราว 40 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ ภายในปี 2572 ต้องการเติบโต 15-20% ต่อปี ส่วนกำไรคาดการณ์เติบโต 15% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้หลักของบริษัทยังมาจากช่องทางเซเว่นอีเลฟเว่นราว 80% แต่บริษัทมีการขยายรายได้ผ่านช่องทางใหม่ๆ เช่น ส่งออกต่างประเทศ รับจ้างผลิต(โออีเอ็ม)ให้กับเครือข่ายธุรกิจเบเกอรี(เชน)รายใหญ่ในเกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมถึงมองโอกาสในประเทศจีน และออสเตรเลีย ด้วยการขยายร้านรูปแบบแฟรนไชส์ไปรุกตลาด
“ในทศวรรษต่อไป อยากเห็นเอพริล เบเกอรี่อยู่คู่คนไทย เสิร์ฟความสดใหม่ ไม่อายุมากไปตามแบรนด์ และมองเอพริล เบเกอรี่ เป็นไลฟ์สไตล์เบเกอรี จากเดิมผู้บริโภครับรู้แค่เป็นพาย ลูกค้าไม่รู้จักชื่อร้านเลย แต่จดจำว่าพายหมูแดงร้านนี้อร่อย จึงอยากให้ผู้บริโภครู้ว่าพายหมูแดงคือเอพริล เบเกอรี่”

