8 ปีที่ผ่านมา จีดีพีไทยโตถดถอยเหลือ 2% ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลด กระทบการใช้จ่ายและทานอาหารนอกบ้าน ส่งผลต่อธุรกิจร้านอาหาร แต่ภาพรวมยังมีร้านอาหาร 8 แสนแห่งทั่วไทย "คนอร์" ยกเครื่องใหญ่เครื่องปรุงรส เดิมพันเพิ่มแชร์ 5% ในปี 2569 จากปกติแชร์เพิ่มราว 1% ต่อปี
“ยูนิลีเวอร์” เป็นยักษ์ใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก และขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยยาวนานกว่า 90 ปีแล้ว
สำหรับตลาดประเทศไทย “ยูนิลีเวอร์” มี 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย สินค้าสุขภาพและความงามมีแบรนด์ดัง เช่น ลักส์ โดฟ ซันซิล เคลียร์ ฯ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล เช่น พอนนด์ส เรโซนา แอ๊กซ์ ฯ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น โอโม บีซ ซันไลต์ คอมฟอร์ทฯ และอาหาร เช่น แบรนด์ คนอร์ เบสท์ฟู้ดส์ ฯ
นอกจากการรุกตลาดผู้บริโภคทั่วไป “ยูนิลีเวอร์” ยังเร่งเครื่องเจาะกลุ่มลูกค้าภาคธุรกิจ(B2B) ภายใต้ “ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์”(UFS) โดยมีแบรนด์เรือธงอย่าง “คนอร์” และ “เบสท์ฟู้ดส์”
สุรีรัตน์ ลีลาศิริวณิช ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประจำประเทศไทยและกัมพูชา บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า พันธกิจสำคัญของ ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ คือการเป็นมากกว่าซัพพลายเออร์ ผลิตสินค้าผงปรุงรส “คนอร์” ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม โรงงานผลิตสินค้าอาหาร ฯ แต่จะมุ่งสู่การเป็น “พันธมิตร” ที่นำเสนอสินค้าอร่อย มาพร้อม “โซลูชัน” ให้ลูกค้าเพียงฉีกซองผงปรุงรส และใช้งานได้ทันที เพื่อให้ประหยัดเวลา แรงงาน อีกด้านยังเป็นการคุมคุณภาพ รสชาติอาหารให้มีมาตรฐานคงที่สม่ำเสมอ
ขณะเดียวกันการเผชิญ “ต้นทุน” ท้าทายขึ้น การนำเสนอสินค้า “ราคาเหมาะสม” เพื่อต่อยอดธุรกิจของผู้ประกอบการมีความสำคัญมากขึ้นด้วย
“คนอร์” ที่เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการมืออาชีพ ปี 2569 ได้ยกเครื่องครั้งใหญ่รอบ 10 ปี พัฒนาสูตรใหม่เข้มข้น 2 เท่าตัว ตอบอินไซต์ลูกค้า หากจะใช้สินค้าใหม่ การประกอบ ปรุงสูตรอาหารจะต้อง “คงเดิม” เช่น เคยใช้เครื่องปรุง 1 ช้อนโต๊ะ จะต้องไม่เปลี่ยนแปลง เพราะบริบทการทำอาหาร ลูกค้ายังมีความภักดีต่อแบรนด์ อีกด้านคือการรักษา “ต้นตำรับอาหาร” จากคุณแม่ คุณย่า คุณยาย เป็นต้น
นอกจากนี้ อินไซต์ของการผู้ประกอบการมองความคุ้มค่าเงิน ไม่ใช่คำว่าถูก แต่ต้องบาลานซ์ต้นทุน รสชาติ หน้าร้านดึงดูดลูกค้า หลังร้านจัดการครัว สินค้าช่วยเหลือได้แค่ไหน ทั้งการคุมสต๊อก ประหยัดเวลาและแรงงาน เพราะร้านอาหารที่คุมไม่ได้คือ ลูกค้าจะเข้ามามากตอนไหน แต่หากออเดอร์มาจะต้องพร้อมเสิร์ฟทันที ซึ่งการจัดการเวลาเป็นสิ่งท้าทายอย่างมาก รวมถึงคุณภาพ รสชาติอาหารที่เป็นจุดทำให้ผู้บริโภคเกิดการทานซ้ำ
สำหรับเครื่องปรุงรส “คนอร์” ขนาด 800 กรัม ราคาขายปลีกอยู่ระดับ 87-89 บาท ขณะที่คู่แข่งขายราคา 98 บาท ช่วงโปรโมชันสินค้าใหม่ยังลดราคาเหลือ 69 บาทด้วย
“ลูกค้าฟู้ดเซอร์วิส ไม่ได้เลือกราคาเป็นอันดับแรก คนอร์ 87-89 บาท คู่แข่งขาย 98 บาท คือข้อพิสูจน์ว่าลูกค้าไม่กังวลราคา การพัฒนาสินค้าของคนอร์ จึงมีโจทย์ทำให้ลูกค้ากระทบน้อยสุด เคยตัก 1 ช้อน ต้องใช้เท่าเดิมเพิ่มเติมคือหอม อร่อย นั่นคือแนวคิดพัฒนาสินค้า”
เมื่อปรับสูตรสินค้ารอบ 10 ปี ปี 2569 การสื่อสารตลาดยังเป็น “ครั้งแรก” ที่คนอร์สร้างสรรค์โฆษณา(TVC)ออกอากาศทางทีวี จากปกติจะใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยตรง รวมถึงดึง 2 คนดัง “อี๊ด โปงลางสะออน” และ “เซียนหรั่ง” เป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมปูพรมป้อนสินค้าสู่ตลาด(Route to maeket) ทั้งนำสินค้าไปแจกชิม ยึด “เขียงหมู” เพื่อแจกสินค้าตัวอย่าง ทำสื่อโฆณาเจาะห้างค้าปลีกให้ “ลูกค้ามองเห็นแบรนด์” เมื่อเข้าไปช้อป เป็นต้น
การทำตลาดครั้งนี้ “คนอร์” โฟกัสกลุ่มลูกค้าร้านอาหาร โดยเฉพาะพื้นที่ “ภาคอีสาน” เนื่องจากมีร้านอาหารสัดส่วนราว 30% จากร้านอาหารในประเทศไทยมีราว 8 แสนแห่ง ส่วนใหญ่ 50% อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เหลือ 20% อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวต่างๆ
ตลาดเครื่องปรุงรสเฉพาะกลุ่มธุรกิจ(B2B) “คนอร์” มีส่วนแบ่งตลาด 8% เป็นเบอร์ 2 ส่วนผู้นำตลาดคือรสดี) มีส่วนแบ่ง 74% เบอร์ 3 ฟ้าไทย ส่วนแบ่ง 7.8% และอื่นๆ 10.2% ซึ่งปีนี้การแข่งขันเดือดเมื่อแบรนด์ท้องถิ่นโดดเข้ามาชิงส่วนแบ่งมากขึ้น ส่วนเป้าหมายธุรกิจ “คนอร์” ต้องการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด 5% หรือเป็น 13% ในสิ้นปี 2569 เป็นการเติบโตสูง จากปกติส่วนแบ่งเติบโตราว 1% เท่านั้น ส่วนไตรมาส 1 “คนอร์” มีการเติบโต 6.8% กลุ่มร้านอาหารต่างๆเติบโต 23% และโรงงานอาหาร ผู้ประกอบการอาหาร(Commissary) และครัวกลาง หรือกลุ่ม CPU เติบโต 14%
สุรีรัตน์ กล่าวอีกว่า ตลาดเครื่องปรุงรสภาคธุรกิจมีการเติบโต 5% ต่อเนื่อง และมีศักยภาพโตต่อจากร้านอาหารขยายตัว ทว่า โจทย์ท้าทายเกิด เมื่อ 8 ปีก่อนโควิด-19 ระบาด เศรษฐกิจ(จีดีพี)เคยเติบโต 4% ปัจจุบันโตต่ำเพียง 2% แนวโน้มยังต่อเนื่องถึงปี 2573 ด้วย ตัวแปรหลักคือท่องเที่ยวเครื่องยนต์หลักฉุดจีดีพี เพราะก่อนโควิดนักท่องเที่ยวเยือนไทย 40 ล้านคน ปีนี้คาดการณ์ 35.5 ล้านคน ฟื้นตัว 80% สะท้อนยังไม่กลับไปเท่าเดิม
อีกด้านผู้บริโภคแบก “หนี้ครัวเรือน” ก่อนนี้ความเชื่อมั่นสูง ทำให้การจับจ่ายใช้สอยง่าย ปัจจุบันผู้คนคิดมากขึ้น ใช้จ่ายช้าลง กระทบการบริโภคอาหารนอกบ้าน และมีผลต่อธุรกิจร้านอาหาร เพราะล้วนมองหา “ความคุ้มค่ามากขึ้น”
“คนอร์ ไม่ต้องการเป็นแค่ซัพพลายเออร์ มิชชันเราต้องการเป็นพาร์ทเนอร์ให้ผู้ประกอบการ สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจบันลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ มิชชันเราจึงอยากช่วยเพื่อทำให้การเติบโตมั่นคง เราจะเติบโตไปด้วย"

