CENTEL เปิดงบ Q1/69 โชว์กำไรสุทธิ 2,143 ล้านบาท พุ่งแรง 186% อานิสงส์กลยุทธ์หมุนเวียนเงินลงทุน ขายสินทรัพย์ของกิจการร่วมค้า “Centara Osaka Tokutei Mokutei Kaisha” ด้านภาพรวมรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) ดีต่อเนื่อง เติบโต 6% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว
นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัทมีรายได้รวมจากธุรกิจโรงแรมและอาหาร 6,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เทียบไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจโรงแรม 54% และธุรกิจอาหาร 46% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186% เป็นผลจากการจำหน่ายสินทรัพย์ของกิจการร่วมค้า Centara Osaka Tokutei Mokutei Kaisha ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การหมุนเวียนเงินลงทุนของบริษัท
นอกจากนี้ยังเป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนโดยรวมของธุรกิจอาหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นของโรงแรมที่ปรับปรุงเสร็จแล้ว ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา และ โรงแรม เซ็นทารา กะรน รีสอร์ท ภูเก็ต รวมถึงผลการดำเนินงานของโรงแรมเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ ที่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2568 มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
เมื่อดูเฉพาะรายได้จากธุรกิจโรงแรมในไตรมาส 1/2569 ซึ่งอยู่ที่ 3,754 ล้านบาท พบว่าเพิ่มขึ้น 5% มีกำไรสุทธิ 1,911 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 222% และสามารถทำรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) อยู่ที่ 5,359 บาท/ห้อง/คืน เพิ่มขึ้น 6% ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 78%
ไฮไลต์คือโรงแรมในมัลดีฟส์ที่มีผลการดำเนินงานดี โดยเฉพาะโรงแรมเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ ที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงเริ่มเปิดดำเนินการ (Ramp-up) ทำให้ RevPAR ในภาพรวมโรงแรมที่มัลดีฟส์เฉลี่ยอยู่ที่ 12,851 บาท/ห้อง/คืน เพิ่มขึ้น 43% จากอัตราเข้าพักเฉลี่ย 75% เพิ่มขึ้น 11 จุด
อย่างไรก็ตาม โรงแรมในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มี RevPAR อยู่ที่ 4,562 บาท/ห้อง/คืน ลดลง 27% จากอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 63% ซึ่งลดลง 20 จุด โดยตัวโรงแรมเซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ ยังเปิดให้บริการอยู่ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวและไม่ได้รับความเสียหายทางกายภาพแต่อย่างใด
ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีโรงแรมภายใต้การบริหารงานทั้งสิ้น จำนวน 90 โรงแรม (19,529 ห้อง) แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 52 โรงแรม (11,179 ห้อง) และเป็นโรงแรมที่กำลังพัฒนา 38 โรงแรม (8,350 ห้อง) สำหรับโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วจำนวน 52 โรงแรมนั้น ประกอบด้วยโรงแรมที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ 22 โรงแรม (5,827 ห้อง) และโรงแรมที่อยู่ภายใต้สัญญาบริหารจำนวน 30 โรงแรม (5,352 ห้อง)
นอกจากนี้ หนึ่งในมูฟเมนต์สำคัญของบริษัทเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้บริษัทหรือบริษัทย่อยจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับบริษัท ปตท. น้ามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) โดยบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน และ OR ถือหุ้นในสัดส่วน 49% ของทุนจดทะเบียน
ทั้งนี้การร่วมทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทฯ โดยการพัฒนาโรงแรมราคาประหยัดร่วมกับ OR จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว

