วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ไทยแอร์เอเชีย’ ประกาศงบ Q1/69 กำไรสุทธิ 841 ล้านบาท ลดลง 39% ฝ่าวิกฤติตะวันออกกลาง

‘ไทยแอร์เอเชีย’ ประกาศงบ Q1/69 กำไรสุทธิ 841 ล้านบาท ลดลง 39% ฝ่าวิกฤติตะวันออกกลาง

‘เอเชีย เอวิเอชั่น’ (AAV) ผู้ถือหุ้นใหญ่สายการบิน ‘ไทยแอร์เอเชีย’ ประกาศผลประกอบการไฮซีซันไตรมาส 1 ปี 2569 ทำรายได้จากการขาย 13,529.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% มีกำไรสุทธิ 841 ล้านบาท ลดลง 39% ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางประทุเมื่อปลายเดือน ก.พ.

บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินไทยแอร์เอเชีย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ประจำปี 2569 โดยมีรายได้จากการขายเเละให้บริการ อยู่ที่ 13,529.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากการขนส่งผู้โดยสารที่ 6.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% ตามทิศทางการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในไตรมาสแรก ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่ราคาค่าโดยสารเฉลี่ยปรับตัวลดลง 6%

อย่างไรก็ตาม ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วย (CASK) ลดลง 2% อยู่ที่ 1.69 บาท จากการบริหารจัดการต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและรอบซ่อมบำรุง รวมทั้งค่าธรรมเนียมสนามบินต่างประเทศที่ลดลงจากการเน้นเที่ยวบินในประเทศมากขึ้น โดยสายการบินยังรักษาอัตราการใช้งานเครื่องบินอย่างมีประสิทธิภาพเฉลี่ยที่ 12.5 ชั่วโมงต่อวันต่อลำ จากฝูงบินปฏิบัติการทั้งหมด 58 ลำในไตรมาสนี้

บริษัทรายงานกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ 3,733.9 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร EBITDA ที่ 28% และมีกำไรจากการดำเนินงานหลักที่แข็งแกร่งที่ 1,651.7 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 1,013.8 ล้านบาท จากการอ่อนค่าของเงินบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 840.6 ล้านบาท

นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AAV และสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์แอร์เอเชียได้เป็นอย่างดี บริษัทยังสามารถทำผลการดำเนินงานที่ดี โดยมีอัตราขนส่งผู้โดยสารรวมอยู่ที่ 88% โดยเฉพาะตลาดภายในประเทศที่มีอัตราขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ 89% พร้อมครองส่วนแบ่งการภายในประเทศตลาดสูงที่สุดที่ 42% ในขณะที่ตลาดระหว่างประเทศมีอัตราขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ 85% สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการปรับแผนธุรกิจเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการให้บริการในตลาดที่มีความต้องการเดินทางสูงและทำกำไรได้ดี เช่น เวียดนาม กลุ่มประเทศอาเซียน และเส้นทางบินสิทธิเสรีภาพที่ 5 (Fifth Freedom) ที่รวมถึงเส้นทางใหม่อย่าง ฮานอย–หลวงพระบาง นอกจากนี้ยังได้อานิสงค์จากตลาดจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนในไตรมาสที่ผ่านมา 

“ในไตรมาส 1 เราจะยังไม่เห็นผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก เนื่องจากความขัดเเย้งเกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาส และยังเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวต่อเนื่องมาจากปลายปี ราคาน้ำมันจะเริ่มสะท้อนให้เห็นในไตรมาส 2 ซึ่งการบริหารจัดการจะมีความท้าทายมากขึ้น เราจึงปรับรูปแบบการทำงาน เน้นการบริหารจัดการต้นทุนรวมถึงความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการรักษาอัตรากำไรและความแข็งแกร่งทางการเงิน” นายไพรัชล์กล่าว

สำหรับไตรมาส 2 บริษัทคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการบินจะยังได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์โลกและต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 3 เท่าจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ บริษัทจึงจำเป็นต้องปรับราคาค่าโดยสารขึ้น เพื่อสะท้อนต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริงบางส่วน และรักษาสภาพคล่องทางการเงิน โดยได้ปรับลดปริมาณที่นั่งที่ให้บริการเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนลง 20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับผลกระทบและการเดินทางที่ชะลอตัวตามฤดูกาล