บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี2569 มีรายได้จากการขายและบริการ 4,047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3% จากปีก่อน ส่วน “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 163 ล้านบาท ลดลง 70 ล้านบาท หรือลดลง 30.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ หากดูการทำ "กำไรสุทธิ" ในช่วงที่ผ่านมา "เอ็มเค" ยังเผชิญการหดตัว ดังนี้
-ไตรมาส 4 ปี 2568 กำไรสุทธิลดลง 71% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
-ไตรมาส 3 ปี 2568 กำไรลดลง 33.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
-ไตรมาส 2 ปี 2568 กำไรลดลง 31.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
-ไตรมาส 1 ปี 2568 กำไรลดลง 32.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นต้น
ด้าน สถานการณ์ยอดขาย สาขาเดิม (Same-Store Sales) ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากแบรนด์ "เอ็มเค สุกี้" ที่มียอดขายสาขาเดิมเติบโตถึง 6.1% และจากการตอบรับที่ดีของโปรโมชั่นบุฟเฟต์ "คุ้มเกินคุ้ม" ส่วนปริมาณลูกค้าเพิ่มขึ้น 8.3% สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ทั้งกลุ่มที่เน้นความคุ้มค่าและกลุ่มคนรักเอ็มเค อีกทั้งยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ส่วนแบรนด์ โบนัสสุกี้ แม้จะเริ่มดำเนินการช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 แต่สามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีสัดส่วนรายได้ในพอร์ตโฟลิโอถึง 11% โดยปัจจุบันมีร้านให้บริการลูกค้าถึง 31 สาขา และเตรียมขยายต่อเนื่องอีกกว่า 30 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งมีการปรับเพิ่มงบลงทุนอีก 700 ล้านบาท เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา
อีกแบรนด์ใหม่อย่าง ฮิคินิคุ โตะ โคเมะ ปัจจุบันมีถึง 4 สาขา โดยยอดขายเติบโตตามสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง และวางแผนขยายทั้งในและต่างประเทศเพิ่มอีก อย่างน้อย 2 สาขา ภายในสิ้นปี
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 บริษัทคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดจากภาวะสงครามระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก ผลักดันให้ราคาน้ำมัน รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในภาคธุรกิจโดยรวมและมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อในระยะยาว ส่งผลให้ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังคงเปราะบาง
โดยธุรกิจร้านอาหารยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากต้นทุนค่าขนส่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบและวัสดุสิ้นเปลืองต่าง ๆ ที่ทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มที่
แม้จะเผชิญแรงกดดันดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับระดับกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยนำเสนอเมนูและโปรโมชั่นที่เน้นความคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าในหลากหลายกลุ่ม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความหลากหลายตามกระแสนิยม ทำให้บริษัทฯจำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาเมนูใหม่ การสิ่งสารทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และเสริมสร้างรากฐานของธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

