“วัลลภา” แม่ทัพใหญ่แห่ง “AWC” อาณาจักรอสังหาฯ มูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท ในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ทบทวนแผนลงทุนเมกะโปรเจค “ตึกสูง 100 ชั้น เอเชียทีค” กับ “อควอทีค พัทยา” สอดรับกับเศรษฐกิจโลกผันผวน ย้ำต้องดูความพร้อม “ถ้าตลาดยังไม่แข็งแรง ไม่รีบลงทุน” ลุยแผนพัฒนาโรงแรมหรูและโครงการที่มีศักยภาพ ทุ่ม 8,000 ล้านในปี 2569 หนุนกลยุทธ์ดันสินทรัพย์เติบโต มูลค่าทะลุ 3 แสนล้านบาทในปี 2573
แม้ผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC จะได้แรงส่งไฮซีซันดีต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว หนุนโกยกำไรสุทธิเฉียด 2,000 ล้านบาทในไตรมาสแรก จากการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ แต่สถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยที่บิ๊กคอร์ปภาคการท่องเที่ยวในเครือตระกูลสิริวัฒนภักดี จำเป็นต้องทบทวนแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อรับแรงกดดันที่มาเร็วตั้งแต่ต้นปี ควบคู่กับการเดินหน้าพัฒนาโรงแรมหรูและโครงการที่มีศักยภาพฝ่าความท้าทายโลกป่วน
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า บริษัททบทวนแผนลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับเมกะโปรเจคแบบมิกซ์ยูส สร้างตึกสูงระฟ้า 100 ชั้น ขนาดสูงสุดในประเทศไทยให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ในพื้นที่โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น บริษัทมองว่าโครงการนี้ต้องดูความพร้อมของตลาดก่อน
“ตัวโครงการสร้างตึกสูงระฟ้า 100 ชั้น เราจะยังไม่ได้ทำ แต่ใส่ไว้ในแผน เว้นที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาไว้สร้าง ซึ่งต้องดูความพร้อมของตลาด แล้วค่อยศึกษาและดึงกลับมาทำได้ในอนาคต เพราะเรามองว่าโครงการบางอัน ถ้าตลาดยังไม่แข็งแรง ก็อย่าเพิ่งรีบไปลงทุน จึงศึกษาบางโครงการที่อยู่ในแผนระหว่างพัฒนา (Pipeline) พร้อมมอนิเตอร์ตลาดอย่างใกล้ชิด และยกระดับโครงการที่มีอยู่ อย่างวันนี้เรามี 58 โครงการ ก็มีอยู่ 27 โครงการที่เราเห็นโอกาสในการเพิ่มคุณค่า ปรับกลยุทธ์ ปรับตำแหน่งการตลาดเพื่อดึงลูกค้าและสร้างรายได้เพิ่มก่อน”
โดยระหว่างนี้บริษัทได้ปรับแผนสร้างสถานที่ท่องเที่ยว (Attraction) แบบถาวรแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ “Asiatique’s Blue Dome from Osaka Expo” หลังจากซื้อโดมขนาดใหญ่ 2 หลังต่อจากงานโอซาก้า เอ็กซ์โป 2025 มาติดตั้งและพัฒนา มีพื้นที่ใช้สอย 1,600 ตารางเมตร ปัจจุบันเริ่มก่อสร้างแล้ว นอกจากนี้เตรียมพัฒนาพื้นที่เอเชียทีค เฟส 2.2 (ข้าง Jurassic World: The Experience Bangkok) เพื่อขยายร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เพิ่มเติม
ส่วนอีกโปรเจคใหญ่อย่างโครงการอควอทีค พัทยา (Aquatique Pattaya) หลังจากเมื่อปี 2568 ได้เปิดโรงแรมใหม่ 2 แห่งในพัทยา ได้แก่ โรงแรมมีเลีย พัทยา ซึ่งได้ทดสอบตลาดเกี่ยวกับการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วโลก และพอเปิดโรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ก็ร่วมกันบูสต์ตลาดเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ตอนนี้บริษัทอยู่ในขั้นตอนค่อยๆ ทำแผนโครงการอควอทีค พัทยา และร่วมกับพันธมิตรทำการตลาดเพื่อเตรียมความพร้อมในการเจาะตลาดแอคทีฟ เวลเนส (Active Wellness) ไปก่อน ควบคู่กับแผนเดินหน้าเปิดโรงแรมใหม่ บันยันทรี พัทยา
“โปรเจคใหญ่ๆ อย่างโครงการอควอทีค พัทยา น่าจะต้องค่อยๆ ดูไทม์มิ่งหรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม คาดอีก 5 ปีข้างหน้าถึงจะลอนช์ได้”
ทุ่มงบ 8,000 ล้านปี 69 หนุนกลยุทธ์ขยายสินทรัพย์โต
นางวัลลภา กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมและคอมเมอร์เชียลอย่างต่อเนื่อง สู่เป้าหมายสร้างการเติบโตของขนาดสินทรัพย์เพิ่มเป็น 300,000 ล้านบาทในปี 2573 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า และมีจำนวนห้องพักโรงแรมรวม 9,312 ห้อง จากโรงแรมทั้งหมด 21 แบรนด์ รวม 35 แห่ง
โดยปัจจุบันไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีขนาดสินทรัพย์รวมกว่า 221,357 ล้านบาท มีจำนวนห้องพักโรงแรมทั้งหมด 6,834 ห้อง
ในปี 2569 บริษัทจะใช้เงินลงทุนราว 8,000 ล้านบาท สำหรับการพัฒนา 4-5 โครงการทั้งโรงแรมและคอมเมอร์เชียล อาทิ โรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท, โครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่, การขยายเฟส 2 ของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่, Asiatique’s Blue Dome from Osaka Expo สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น และโครงการเวิ้งนครเกษม มิกซ์ยูสในย่านไชน่าทาวน์
“ในสิ้นปี 2569 บริษัทจะมีขนาดสินทรัพย์เติบโตสู่ระดับ 230,000 ล้านบาท และมีจำนวนห้องพักโรงแรมเพิ่มเป็น 7,253 ห้อง จากโรงแรมทั้งหมด 17 แบรนด์ รวมทั้งหมด 25 แห่ง”
ชูโมเดล “AWC Growth Fund” มูลค่า 5 หมื่นล้าน
และหลังจากบริษัทจัดตั้ง “AWC Growth Fund” เพื่อเป็นโมเดลในการบริหารจัดการโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยปัจจุบันกองทุนนี้มีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้บริษัท ไม่ต้องรับภาระในการถือครองสินทรัพย์ที่ยังไม่สร้างรายได้ (Asset Loading) เข้ามาในงบการเงินของบริษัทเร็วเกินไป
สำหรับ 4 โครงการที่อยู่ใน AWC Growth Fund ก่อนจะโอนเข้าสู่ AWC เพื่อพัฒนาต่อเมื่อมีความพร้อม ได้แก่ 1.โครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช 2.โครงการลานนาทีค (Lannatique) โครงการระดับ Global Destination ในเชียงใหม่ 3.โรงแรมโฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก และ 4.โรงแรมโอกุระ ทองหล่อ
กางไทม์ไลน์เปิดโรงแรมหรู 5 ปีข้างหน้า
สำหรับไทม์ไลน์การเปิดโครงการโรงแรมใหม่ ในปี 2569 จะมีโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุทวิท ส่วนในปี 2570 จะเปิดโรงแรม เดอะ พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล แอนด์ สปา แบงคอก และโรงแรม โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก
ในปี 2571 จะเปิดโรงแรม โนบุ แบงคอก โฮเทล, โรงแรม คิมป์ตัน หัวหิน บีชคลับ โฮเทล, โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ สุขุมวิท แบงคอก โฮเทล แอนด์ สปา และโรงแรม เดอะริทซ์-คาร์ลตัน แบงคอก, เดอะ ริเวอร์ไซด์ ขณะที่ปี 2572-2573 จะเปิดโรงแรม โอกุระ รีสอร์ต เชียงใหม่, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงคอก ไชน่าทาวน์, โรงแรม คิมป์ตัน แบงคอก ไชน่าทาวน์ และการขยายโครงการลานนาทีค เชียงใหม่
AWC ไตรมาสแรกปี 69 โกยกำไรเฉียด 2 พันล้าน
ทั้งนี้บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของพอร์ตธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ผ่านการต่อยอดทรัพย์สินคุณภาพในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ดีมานด์คุณภาพสูงจากทั่วโลก
โดยบริษัทมีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% เทียบไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% โดยทั้งสามรายการทำระดับสูงสุดใหม่ของบริษัท จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจเดิม การทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ
เฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการเติบโต 12.0% จากดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในจุดหมายปลายทางหลัก โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม (Same-store RevPAR) ทำระดับสูงสุดใหม่ที่อัตรา 5,230 บาทต่อคืน ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเติบโต 10.3% จากการขับเคลื่อนโมเดล AWC’s Lifestyle Destination และการเติบโตต่อเนื่องของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น

