วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘KAMU KAMU’ ขอเป็นร้าน ‘ไม่ Overpriced’ บุกต่างจังหวัด-เปิดในมหาวิทยาลัย ปลายปีมี ‘แบรนด์ลูก’

‘KAMU KAMU’ ขอเป็นร้าน ‘ไม่ Overpriced’ บุกต่างจังหวัด-เปิดในมหาวิทยาลัย ปลายปีมี ‘แบรนด์ลูก’

15 ปี “KAMU KAMU” ชานมชื่อญี่ปุ่นสัญชาติไทย จากแบรนด์ของคนไม่กินชานมไข่มุก สู่รายได้“600 ล้านบาท” มองไกลอีก 3 ปี ทะยานเป้าใหญ่พันล้าน ยืนยัน ขอเป็นของอร่อย-คุ้มราคา-ไม่ Overpriced ราคาเริ่มต้นแก้วละ 60 บาท สิ้นปีนี้เตรียมเปิดแบรนด์ลูก ยังอยู่ในตลาดเครื่องดื่มเหมือนเดิม

ตลาดชายังคึกคักต่อเนื่องตราบใดที่ยังมีลูกค้าซื้อกินทุกวัน พร้อมกับการเข้ามาเจาะตลาดจากแบรนด์ไทยหน้าใหม่ รวมถึงแบรนด์จากต่างประเทศที่ขอสู้ผ่านเกมราคา-ปั๊มสาขาแฟรนไชส์ดุเดือด แต่ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง “KAMU KAMU” (คามุ คามุ) ยังคงเป็นแบรนด์ชาที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีทั้งในแง่รายได้และจำนวนสาขา โดยในปีล่าสุด “KAMU KAMU” มีผลประกอบการราวๆ 600 ล้านบาท พร้อมวางเป้าใหญ่ขอแตะหลักไมล์พันล้านในอีก 3 ปีข้างหน้า

“ทินกฤต สินทัตตโสภณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด และหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ “KAMU KAMU” ฉายภาพการเติบโตในปีที่ผ่านมาว่า หลังจากอยู่มา 15 ปี ปลายปีที่ผ่านมาได้เวลารีแบรนด์ครั้งใหญ่ ทั้งการปรับโฉมแก้วใส่เครื่องดื่ม เพิ่มใบชาใหม่ๆ เข้ามาเป็นตัวเลือก รวมถึงพัฒนาคาแรกเตอร์ “Kamu & Friends” หยิบยกจากวัตถุดิบหลักของแบรนด์ แล้วนำไปต่อยอดเพื่อสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย รวมถึงทำสินค้าเพื่อสร้างเอนเกจเมนต์ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค

‘KAMU KAMU’ ขอเป็นร้าน ‘ไม่ Overpriced’ บุกต่างจังหวัด-เปิดในมหาวิทยาลัย ปลายปีมี ‘แบรนด์ลูก’

ปัจจุบันมูลค่าตลาดชารวมทุกประเภทในไทยอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีชานมไข่มุกราว 6,000 ล้านบาท “KAMU KAMU” ตั้งเป้าอยากไปให้ถึงรายได้ 1,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า หากทำได้เท่ากับว่า แบรนด์จะกินสัดส่วน 10% ของตลาดชานมไข่มุกได้สำเร็จ ซึ่งจากการเติบโตย้อนหลังหลายปีที่ผ่านมา “ทินกฤต” เชื่อว่า จะพา “KAMU KAMU” ไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จแน่นอน

ตอนนี้ “KAMU KAMU” มีทั้งหมด 200 สาขา แบ่งเป็นสัดส่วนที่ดูแลและบริหารโดยแบรนด์ประมาณ 85% และอีก 15% เป็นแฟรนไชส์ซี ในอนาคตจะยังขยายเองควบคู่ไปกับการขายแฟรนไชส์ด้วย โดยให้สัดส่วนแฟรนไชส์มีไม่เกิน 50% ของจำนวนสาขาทั้งหมด ในกรอบเวลา 3 ปีที่อยากแตะพันล้าน ต้องมีจำนวนสาขาให้ถึง 300 สาขา ยังคงเน้นย้ำจุดแข็งและจุดยืนเรื่องราคาและคุณภาพ ระบุว่า แบรนด์ย้ำชัดขายของดี คุ้มค่า ไม่ให้ลูกค้ารู้สึกถึงราคา “Overpriced”

เมนูที่ “KAMU KAMU” ตอนนี้มีเริ่มต้นตั้งแต่ 60 บาท ไปจนถึง 140 บาท ตามขนาดแก้วและจำนวนท็อปปิ้งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังเป็นกลุ่มชานมราว 60% ของจำนวนยอดขาย และที่มาแรงสุดๆ คือกลุ่มฟลอรัลมิลค์ที หรือชาจากดอกไม้ เพิ่งเข้ามายืนพื้นเมนูหลักได้ไม่นานแต่สร้างสัดส่วนได้กว่า 20% จากยอดสั่งซื้อทั้งหมด

‘KAMU KAMU’ ขอเป็นร้าน ‘ไม่ Overpriced’ บุกต่างจังหวัด-เปิดในมหาวิทยาลัย ปลายปีมี ‘แบรนด์ลูก’ -ทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด-

สำหรับภาพรวมของแบรนด์ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา “ทินกฤต” ระบุว่า ยอดขายกลุ่มชาเพิ่มขึ้น 40% มีตัวเลือกใหม่ๆ อย่าง “ชาไทยไม่ใส่สี” หรือ “มัทฉะ” ก็มียอดขายเติบโตต่อเนื่อง กลุ่มชาดอกไม้ทั้งชาคามิเลีย ชาหอมหมื่นลี้ และชาอู่หลงพีชได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน แบรนด์จึงมีแผนนำชาใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพภายในปีนี้อีกด้วย

“ยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG เพิ่มขึ้น 24% ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อนหน้า สิ่งที่จะทำให้ถึงเป้า ต้องให้ความสำคัญกับการ R&D มากขึ้น ปีที่แล้วเราเปิดตัว Hero Product อย่างท็อปปิ้งวาราบิโมจิทำสดใหม่ที่หน้าร้านทุกวัน มีการปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ เพิ่มพวงกุญแจ ปรับมู้ดแอนด์โทนสื่อสารการตลาดได้สดใสมากขึ้น สนุกมากขึ้น”

“KAMU KAMU” ยังคงนิยามตัวเองอยู่ในตลาดพรีเมียมแมส ราคาเฉลี่ยต่อบิลราวๆ 80 บาท ปีนี้มีแผนขยายสาขาไปต่างจังหวัดมากขึ้น เน้นพื้นที่สถานศึกษา มหาวิทยาลัย มองว่า แบรนด์ยังมีโอกาสเติบโตในไทยอีกเยอะ ขณะเดียวกันก็มองหาตลาดต่างประเทศ ตอนนี้มีสาขาในกัมพูชาและลาว คิดว่า ก้าวต่อไปจะเริ่มขยายไปยังประเทศกลุ่ม CLMV มากขึ้น 

‘KAMU KAMU’ ขอเป็นร้าน ‘ไม่ Overpriced’ บุกต่างจังหวัด-เปิดในมหาวิทยาลัย ปลายปีมี ‘แบรนด์ลูก’

นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดตัวแบรนด์ลูกภายในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือ 4 ยังไม่ขอเปิดเผยว่า เป็นโปรดักต์อะไร แต่ยังอยู่ในตลาดเครื่องดื่มเหมือนเดิม ตั้งใจเจาะกลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะ เชื่อว่าจะเป็น “New Growth Engine” ให้กับแบรนด์ได้ไม่ยาก