15 ปี “KAMU KAMU” ชานมชื่อญี่ปุ่นสัญชาติไทย จากแบรนด์ของคนไม่กินชานมไข่มุก สู่รายได้“600 ล้านบาท” มองไกลอีก 3 ปี ทะยานเป้าใหญ่พันล้าน ยืนยัน ขอเป็นของอร่อย-คุ้มราคา-ไม่ Overpriced ราคาเริ่มต้นแก้วละ 60 บาท สิ้นปีนี้เตรียมเปิดแบรนด์ลูก ยังอยู่ในตลาดเครื่องดื่มเหมือนเดิม
ตลาดชายังคึกคักต่อเนื่องตราบใดที่ยังมีลูกค้าซื้อกินทุกวัน พร้อมกับการเข้ามาเจาะตลาดจากแบรนด์ไทยหน้าใหม่ รวมถึงแบรนด์จากต่างประเทศที่ขอสู้ผ่านเกมราคา-ปั๊มสาขาแฟรนไชส์ดุเดือด แต่ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง “KAMU KAMU” (คามุ คามุ) ยังคงเป็นแบรนด์ชาที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีทั้งในแง่รายได้และจำนวนสาขา โดยในปีล่าสุด “KAMU KAMU” มีผลประกอบการราวๆ 600 ล้านบาท พร้อมวางเป้าใหญ่ขอแตะหลักไมล์พันล้านในอีก 3 ปีข้างหน้า
“ทินกฤต สินทัตตโสภณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด และหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ “KAMU KAMU” ฉายภาพการเติบโตในปีที่ผ่านมาว่า หลังจากอยู่มา 15 ปี ปลายปีที่ผ่านมาได้เวลารีแบรนด์ครั้งใหญ่ ทั้งการปรับโฉมแก้วใส่เครื่องดื่ม เพิ่มใบชาใหม่ๆ เข้ามาเป็นตัวเลือก รวมถึงพัฒนาคาแรกเตอร์ “Kamu & Friends” หยิบยกจากวัตถุดิบหลักของแบรนด์ แล้วนำไปต่อยอดเพื่อสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย รวมถึงทำสินค้าเพื่อสร้างเอนเกจเมนต์ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค
ปัจจุบันมูลค่าตลาดชารวมทุกประเภทในไทยอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีชานมไข่มุกราว 6,000 ล้านบาท “KAMU KAMU” ตั้งเป้าอยากไปให้ถึงรายได้ 1,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า หากทำได้เท่ากับว่า แบรนด์จะกินสัดส่วน 10% ของตลาดชานมไข่มุกได้สำเร็จ ซึ่งจากการเติบโตย้อนหลังหลายปีที่ผ่านมา “ทินกฤต” เชื่อว่า จะพา “KAMU KAMU” ไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จแน่นอน
ตอนนี้ “KAMU KAMU” มีทั้งหมด 200 สาขา แบ่งเป็นสัดส่วนที่ดูแลและบริหารโดยแบรนด์ประมาณ 85% และอีก 15% เป็นแฟรนไชส์ซี ในอนาคตจะยังขยายเองควบคู่ไปกับการขายแฟรนไชส์ด้วย โดยให้สัดส่วนแฟรนไชส์มีไม่เกิน 50% ของจำนวนสาขาทั้งหมด ในกรอบเวลา 3 ปีที่อยากแตะพันล้าน ต้องมีจำนวนสาขาให้ถึง 300 สาขา ยังคงเน้นย้ำจุดแข็งและจุดยืนเรื่องราคาและคุณภาพ ระบุว่า แบรนด์ย้ำชัดขายของดี คุ้มค่า ไม่ให้ลูกค้ารู้สึกถึงราคา “Overpriced”
เมนูที่ “KAMU KAMU” ตอนนี้มีเริ่มต้นตั้งแต่ 60 บาท ไปจนถึง 140 บาท ตามขนาดแก้วและจำนวนท็อปปิ้งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังเป็นกลุ่มชานมราว 60% ของจำนวนยอดขาย และที่มาแรงสุดๆ คือกลุ่มฟลอรัลมิลค์ที หรือชาจากดอกไม้ เพิ่งเข้ามายืนพื้นเมนูหลักได้ไม่นานแต่สร้างสัดส่วนได้กว่า 20% จากยอดสั่งซื้อทั้งหมด
สำหรับภาพรวมของแบรนด์ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา “ทินกฤต” ระบุว่า ยอดขายกลุ่มชาเพิ่มขึ้น 40% มีตัวเลือกใหม่ๆ อย่าง “ชาไทยไม่ใส่สี” หรือ “มัทฉะ” ก็มียอดขายเติบโตต่อเนื่อง กลุ่มชาดอกไม้ทั้งชาคามิเลีย ชาหอมหมื่นลี้ และชาอู่หลงพีชได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน แบรนด์จึงมีแผนนำชาใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพภายในปีนี้อีกด้วย
“ยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG เพิ่มขึ้น 24% ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อนหน้า สิ่งที่จะทำให้ถึงเป้า ต้องให้ความสำคัญกับการ R&D มากขึ้น ปีที่แล้วเราเปิดตัว Hero Product อย่างท็อปปิ้งวาราบิโมจิทำสดใหม่ที่หน้าร้านทุกวัน มีการปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ เพิ่มพวงกุญแจ ปรับมู้ดแอนด์โทนสื่อสารการตลาดได้สดใสมากขึ้น สนุกมากขึ้น”
“KAMU KAMU” ยังคงนิยามตัวเองอยู่ในตลาดพรีเมียมแมส ราคาเฉลี่ยต่อบิลราวๆ 80 บาท ปีนี้มีแผนขยายสาขาไปต่างจังหวัดมากขึ้น เน้นพื้นที่สถานศึกษา มหาวิทยาลัย มองว่า แบรนด์ยังมีโอกาสเติบโตในไทยอีกเยอะ ขณะเดียวกันก็มองหาตลาดต่างประเทศ ตอนนี้มีสาขาในกัมพูชาและลาว คิดว่า ก้าวต่อไปจะเริ่มขยายไปยังประเทศกลุ่ม CLMV มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดตัวแบรนด์ลูกภายในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือ 4 ยังไม่ขอเปิดเผยว่า เป็นโปรดักต์อะไร แต่ยังอยู่ในตลาดเครื่องดื่มเหมือนเดิม ตั้งใจเจาะกลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะ เชื่อว่าจะเป็น “New Growth Engine” ให้กับแบรนด์ได้ไม่ยาก

