ทำมาหมดทุกอย่างยกเว้นอาหารญี่ปุ่น! “ไมเนอร์ ฟู้ด” เปิด “THE STONE” อุด้งหม้อหินร้อน อาหารญี่ปุ่นร้านแรกในเครือ เผยเหตุผลซูชิ-ชาบู มีในตลาดเยอะมากแล้ว ลงเอยที่ “อุด้ง” เพราะยังไม่มีตัวใหญ่ในสนาม ประเดิมสาขาแรกที่ “เซ็นทรัลปิ่นเกล้า” ลุ้นกระดุมเม็ดแรกกลัดสำเร็จ หวังเปิดให้ครบ 100 สาขา ภายใน 5 ปี
ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นเบ่งบานจนแทบจะถึงจุดอิ่มตัวในหลายๆ เซกเมนต์ แต่ถึงอย่างนั้นยักษ์ใหญ่วงการอาหารบ้านเรา “ไมเนอร์ ฟู้ด” ก็ยังไม่เคยขยับเข้ามาชิมลางตลาดนี้แม้แต่ครั้งเดียว หลายสิบปีที่คร่ำหวอดในวงการจนไปมาหมดแล้ว ตั้งแต่พิซซ่า ไก่ทอด ไอศกรีม ชานมไข่มุก กาแฟ สเต๊ก ฯลฯ โดยผู้บริหารให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมายังไม่เจอโอกาสเหมาะ จะเข้าไปทำซูชิ ซาชิมิ หรือสุกี้ชาบูก็มีหัวแถวเต็มไปหมด
กระทั่งถึงวันที่อาหารสเปเชียลตี้ได้รับความนิยม หยิบเฉพาะเมนูใดเมนูหนึ่งเป็นตัวชูโรงเน้นๆ “ไมเนอร์ ฟู้ด” นับหนึ่งจากคอนเซปต์นี้ แล้วดูว่า มีอาหารประเภทไหนที่ยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ้าง “อุด้ง” คือคำตอบสุดท้าย และต้องไม่ใช่อุด้งใส่ชามธรรมดาๆ ต้องเป็น “อุด้งหม้อหินร้อน” ที่ให้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ด้วยราคาเริ่มต้น 139 บาท
“อนุพนธ์ นิธิยานันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ไมเนอร์ ฟู้ด ประเทศไทย เล่าที่มาที่ไปของการเปิดแบรนด์ “THE STONE” ในช่วงเวลานี้ว่า ที่ผ่านมาไมเนอร์ ฟู้ด ไม่อยากเข้าไปแข่งขันในตลาด Traditional Japanese Cuisine ซึ่งมีผู้เล่นที่มาก่อนและแข็งแรงมากอยู่แล้ว ถ้าจะไปชนกับตัวใหญ่คงไม่พ้นการทำสงครามราคา เป็นสิ่งที่แบรนด์ไม่อยากแตะต้อง จะไปต่อได้ในระยะยาวต้องตอบโจทย์ลูกค้า ดึงเรื่องประสบการณ์เป็นตัวนำ จึงเป็นเหตุผลที่เพิ่งกระโดดเข้ามาจับอาหารญี่ปุ่น
ทำไมต้องเป็นอุด้ง ? ผู้บริหาร บอกว่า เริ่มจากอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญในอาหารประเภทนั้นๆ มองดูหลายอย่างมาก่อนหน้านี้ ทั้งซูชิ ซาชิมิ หรือชาบูชาบู ซึ่งทุกอย่างที่ว่ามามีคนเก่งๆ เข้ามาทำกันหมดแล้ว จนมาถึงหมวด “Noodles” ซึ่งก็มีอยู่ 2 แบบหลักๆ คือราเมนและอุด้ง
แน่นอนว่า “ราเมน” มีเจ้าตลาดที่แข็งแรงสุดๆ เป็นแบรนด์แมสไปเรียบร้อย จึงตัดสินใจหยิบวัตถุดิบที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง แม้คนไทยจะรู้จัก “อุด้ง” แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าราเมน ถ้านำมาปรุงด้วยรสชาติซุปที่คุ้นเคย บวกกับเครื่องเคียงอื่นๆ ก็น่าจะสร้างความประทับใจได้ไม่ยาก
“THE STONE” โดดเด่นด้วยการเสิร์ฟในหม้อหินร้อน พร้อมกับซุปที่มีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ ซุปใส ซุปข้น และซุปเผ็ด ส่วนเส้นมีให้เลือก 3 แบบ เส้นอินานิวะอุด้ง รูปทรงเล็กๆ เส้นซานูกิอุด้ง รูปทรงหนาขึ้นมาหน่อย และเส้นแบบสุดท้ายที่ “THE STONE” พัฒนาขึ้นมาเอง เรียกว่า “เส้นโมจิอุด้ง” เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ไม่มีที่อื่น
ส่วนที่ขาดไม่ได้ คือการเพิ่มความคุ้มค่า ให้ลูกค้ารู้สึกถึง “Valued for Money” ในยุคนี้ ด้วยรีฟิลเครื่องเคียงแบบไม่อั้น ทุกจานที่สั่งเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง 7 อย่าง มีทั้งสลัดมันฝรั่ง สลัดข้าวโพด กิมจิ ผักโขมผัดน้ำมันงา หัวไชเท้าดองน้ำมันงา กิมจิก้านไชเท้า และโอเด้งทอดกรอบ เสิร์ฟให้ทุกเมนูที่สั่งและเติมได้เรื่อยๆ รวมไว้ในราคา 139-149 บาท
“ผมมองกลุ่มเป้าหมายเป็นคนทำงาน และ Gen Z ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ชอบเข้ามาค้นหาความแปลกใหม่ในการมาทานที่ร้าน ชอบแบรนด์ที่มีคาแรกเตอร์เลยส่งออกมาในรูปแบบของอุด้งหม้อหินร้อน พอเราหยิบหม้อหินและความร้อนเป็นองค์ประกอบเลยออกมาเป็นบรรยากาศอย่างที่เห็น มีหิน โทนสี ดีไซน์ของเมนู การตกแต่งร้านที่ให้ความรู้สึกเท่ๆ และพรีเมียมในระดับหนึ่ง แต่เราขายในราคา 139-149 บาท”
ทั้งนี้ “ไมเนอร์ ฟู้ด” ตั้งเป้าอยากให้ “THE STONE” เป็นอาวุธใหม่ในการสเกลสาขาไปทั่วประเทศ เบื้องต้นวางกรอบเวลาในการวัดเพอฟอร์แมนซ์แบรนด์ 6 เดือน ยอดขายที่อยากได้ราวๆ 2 ล้านบาทต่อเดือน เริ่มเปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา หากไปต่อได้ กลัดกระดุมเม็ดแรกที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าสำเร็จ ก็จะไปสู่เป้าหมายขยาย 100 สาขา ภายใน 5 ปี เน้นพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดหัวเมืองใหญ่
“หลักๆ ตั้งต้นที่ลูกค้า จำนวนลูกค้าต่อวัน รวมถึงยอดขายที่ได้จากร้าน กำไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เวลาเปิดคอนเซปต์ใหม่หรือสาขาแรกลูกค้าสำคัญสุด อยากให้มีลูกค้าเข้ามาเกิน 100 บิลต่อวัน จำนวนลูกค้าอาจจะสัก 200 คนต่อวัน”

