วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ โตทั้งค้าปลีก-ค้าส่ง กวาดรายได้รวม 136,050 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,793 ล้านบาท

'ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ โตทั้งค้าปลีก-ค้าส่ง กวาดรายได้รวม 136,050 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,793 ล้านบาท

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (CPAXT) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก แม็คโคร-โลตัส  ยอดขายที่เติบโตอย่างต่อ ยังคงเกิดขึ้นทั้งธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ที่ได้รับแรงหนุนสำคัญยังมาจากการเปิดสาขาใหม่ ซึ่งสิ้นไตรมาส 1 ปี 2568 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2569 มีการเปิดสาขาทั้งสิ้น 223 สาขา และ “ปิดสาขาจำนวน 114 สาขา” และการเติบโตของยอดขายออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม Makro PRO และ Lotus’s Smart App ที่เพิ่มขึ้น 27.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน รวมถึงการขายนอกร้านถึงลูกค้า (Omni Channel) ที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และทำสัดส่วนรายได้ 22% ส่วนสินค้ายอดฮิตยังเป็นอาหารสด อาหารแห้ง และสินค้าภายใต้แบรนด์บริษัทหรือ Private Label

เมื่อเจาะลึกกลุ่มค้าส่งมีรายได้ 75,194 ล้านบาท เติบโต 5.9% โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก “แม็คโคร” ประเทศไทยและธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส การเปิดสาขาใหม่ทั้งในและต่างประเทศบนทำเลที่มีศักยภาพรวมทั้งสิ้น 4 สาขา และมีการปิดสาขาจำนวน 2 สาขา ภาพรวมในไทยมีการเปิดเพิ่ม 2 สาขา ทำให้มีร้านทั้งสิ้น 168 สาขา ส่วนต่างประเทศมี 10 สาขา ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม(Same store) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.6% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน 

ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 60,856 ล้านบาท เติบโต 3.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากธุรกิจในประเทศมาเลเซีย ซึ่งขับเคลื่อนโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ช่วยหนุนการใช้จ่ายกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และการเลื่อนช่วงเวลาของเทศกาล(Timing effect)

'ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ โตทั้งค้าปลีก-ค้าส่ง กวาดรายได้รวม 136,050 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,793 ล้านบาท

ด้าน “ยอดขายในประเทศปรับตัวขึ้นเล็กน้อย” หลักๆมาจากฐานที่สูงของมาตรการช้อปดีมีคืนในปีก่อน และช่วงกลางเดือนมีนาคม บริษัทเริ่มเห็นการปรับตัวของยอดขายสูงขึ้น จากความกังวลในการปรับขึ้นราคาสินค้าและการขาดแคลนสินค้า จากตัวแปรสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ สำหรับค้าปลีกของ “โลตัส” ในประเทศไทย มีร้านทั้งสิ้น 2,599 สาขา เพิ่มขึ้น 109 สาขา ส่วนโลตัสในประเทศมาเลเซียมี 70 สาขา

ด้านกำไรสุทธิ 2,793 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% เกิดจากการควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน การลดลงของต้นทุนทางการเงิน และการรับรู้รายได้จากการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท Renewed Hope Pte. Ltd. ภายใต้แบรนด์ Lucky Frozen ในประเทศมาเลเซีย ที่บริษัทเข้าซื้อกิจการแล้วเสร็จปลายเดือนสิงหาคม 2568 และเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของยอดขายให้ธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนด้วย

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีนี้ สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก โดยบริษัทฯ มุ่งรักษาการเติบโตของรายได้จากทุกช่องทางขาย พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว อีกทั้งยังเดินหน้าพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงขยายสัดส่วนยอดขายนอกร้าน และพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Retail Tech ของภูมิภาค

'ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ โตทั้งค้าปลีก-ค้าส่ง กวาดรายได้รวม 136,050 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,793 ล้านบาท

สำหรับปี 2569 บริษัทฯ และบริษัทย่อยยังคงตั้งเป้าการเติบโตของรายได้รวมอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในทุกมิติ ผ่านการพัฒนาสินค้าให้สอดรับกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป การเพิ่มประสิทธิภาพจากการขาย Omni Channel การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและบริหาร ต้นทุน ตลอดจนการทำการตลาดแบบเจาะจง และการขยายเครือข่ายสาขาในหลากหลายรูปแบบ ควบคู่กับการ พัฒนาและปรับปรุงร้านค้าและศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่องให้เป็น “พื้นที่ความสุขของชุมชน” (Happy Mall)

ขณะเดียวกัน บริษัทย่อยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน การเติบโตของรายได้และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายธุรกิจในระยะยาวของบริษัทฯ ควบคู่กับการยึดมั่นใน หลักการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและมีวินัย

บริษัทฯ ยังตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภคท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย ซึ่งมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและเลือกสินค้าทดแทนที่มีราคาเหมาะสมมากขึ้น จึงมุ่งนำเสนอสินค้าคุณภาพดีในราคาคุ้มค่า รวมถึงสินค้าทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การมุ่งพัฒนาและเพิ่มสัดส่วนกลุ่มสินค้า Private label ควบคู่กับการต่อยอดอาหารพร้อมปรุง(RTC : Ready to Cook)และอาหารพร้อมทาน(RTE : Ready to Eat) การออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยายกลุ่มสินค้าลิขสิทธิ์(Licensed Products) การนำเข้าสินค้าตรงเพื่อเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นและปรับสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายอย่างต่อเนื่อง โดยการขายนอกร้านผ่านแอปพลิเคชันยังคงเติบโต ควบคู่กับการขยายพื้นที่ให้บริการซึ่งใช้จุดแข็งของสาขาที่มีกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ ให้ทำหน้าที่เป็นจุดกระจายและจัดส่งสินค้า

อย่างไรก็ตาม ด้านความเสี่ยงและปัจจัยภายนอก บริษัทฯติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นโยบาย กีดกันทางการค้า ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ห่วงโซ่อุปทาน(ซัพพลายเชน) อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง รวมถึงปัจจัยภายในประเทศ เช่น การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ระดับหนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบาง เพื่อดำเนินการทบทวนและปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะศักยภาพในการควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อรองรับ ความไม่แน่นอนและรักษาความสามารถในการเติบโตในระยะยาว