วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สงครามตะวันออกกลาง ทุบซ้ำต้นทุนเอสเอ็มอี 'ผู้ผลิตเครื่องสำอาง' โอดแบกภาระอย่างเก่ง 2-3 เดือน

สงครามตะวันออกกลาง ทุบซ้ำต้นทุนเอสเอ็มอี 'ผู้ผลิตเครื่องสำอาง' โอดแบกภาระอย่างเก่ง 2-3 เดือน

เอสเอ็มอี” กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ กำลังเผชิญ “วิกฤติต้นทุน” ทุบซ้ำ วัตถุดิบพุ่ง แพ็คเกจจิ้งแพง ค่าไฟ ค่าขนส่งทั้งในและต่างประเทศเพิ่ม “ผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย” เจออีกโจทย์ สรรพสามิตเก็บภาษีหัวน้ำหอม 8% ทำไทยพ่ายจีนครั้งแรกในประวัติศาสตร์

นางเกศมณี เลิศกิจจานายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง กระทบราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น และยังไร้การสิ้นสุด ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเครื่องสำอางให้ขยับขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะวัตถุดิบ เช่น สารลดแรงตึงผิว(Surfactant) บรรจุภัณฑ์พลาสติก ค่าขนส่งทั้งใน และค่าขนส่งทางเรือ(เฟรท) สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ

สำหรับวัตถุดิบบางรายการที่เคยซื้อ เช่น เดิมอยู่ระดับ 6,000-7,000 บาท พุ่งแรงทะลุหลักหมื่นบาท ส่วนค่าขนทางเรือแม้จะมีการคิดจากการส่งมอบสินค้า ณ วันที่จัดส่ง(FOB) มีการตกลงกับลูกค้าเรียบร้อยแล้วแบบเหมาจ่าย แต่หากประเทศเพื่อนบ้านขึ้นราคา แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถเก็บกับลูกค้าเพิ่มได้ ทำให้เกิดการบาดเจ็บในการทำธุรกิจการค้าด้วย

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องสำอางมีผู้ประกอบการราว 4,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ทว่า อีกผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าคือปี 2567 รัฐมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตหัวน้ำหอม 8% เป็นปััจจัยสร้างแรงกระแทกต่อผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องสำอางในประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากภาษีวัตถุดิบดังกล่าวถูกยกเลิกการเก็บตั้งแต่ปี 2542-2543

ทั้งนี้ จากการเก็บภาษีสรรพสามิตหัวน้ำหอมที่แต่ละปีใช้ราว 223 ตัน เพื่อผลิตสินค้าได้มหาศาล จึงส่งผลกระทบขีดการแข่งขันของผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทยที่ต้นทุนเพิ่ม ทำให้มูลค่าตลาดสินค้าความงามหายไปกว่า 5,000 ล้านบาท ในปี 2568 จากมูลค่าราว 3 แสนล้านบาท และยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไทยพ่ายแพ้ต่อจีนในการแข่งขันส่งออกสินค้าความงาม

“สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานขึ้น ค่าขนส่ง ค่าไฟขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบ แพ็คเกจจิ้งพลาสติกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนตอนนี้สำหรับเอสเอ็มอีขึ้นหนักทั้งหมด ซึ่งหากสินค้าไทยจะแข่งขันได้ นอกจากคุณภาพ ราคาต้องแข่งได้ด้วย นอกจากนี้ผู้ผลิตเครื่องสำอางที่ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มยังเจอภาษีสรรพสามิตหัวน้ำหอม กระทบอุตสาหกรรมแรงมาก”

อย่างไรก็ตาม จากต้นทุนที่ปรับตัวขึ้น สินค้าเครื่องสำอางเป็นอีกกลุ่มที่กรมการค้าภายใน(คน.) กระทรวงพาณิชย์ ขอให้ช่วยตรึงราคาเพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค แต่จากตัวแปรที่ทุบซ้ำ ประเมินว่าผู้ผลิตจะแบกภาระได้อย่างเก่งอีก 2-3 เดือน แล้วปรับขึ้นราคา ส่วนจะเป็นเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับสินค้าแต่ละรายการที่ใช้วัตถุดิบ ต้นทุนแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ(สกินแคร์) เป็นต้น

“ตอนนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเจอวิกฤติต้นทุน เปรียบเทียบตายเหมือนเขียด โดยเฉพาะการเก็บภาษีสรรพสามิตหัวน้ำหอมที่เกิดความเสียหาย รัฐหวังเงินที่จะได้ไม่เท่ากับเงินที่เสียไป จึงอยากให้รัฐแก้ปัญหาตรงนี้ ไม่เช่นนั้นเอสเอ็มอีรายเล็กตายหมด รายใหญ่ไม่ไหว เพราะทนแบกภาระภาษีไม่ไหว โดยรวมคือเจ็บตัวกันถ้วนหน้า ประกอบกับเศรษฐกิจขณะนี้ไม่ดี อย่ามองเพียงยอดขาย กำไรไม่ดี อาจขาดทุนด้วยซ้ำ จากสงครามครั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดกับภาคธุรกิจเหมือนทำลายล้างบ้าน เพราะคาดเดาสถานการณ์ไม่ได้ ต่างจากโควิด-19 ระบาด และจากต้นทุนที่ทุบซ้ำ ด้านผู้บริโภคจะเผชิญค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”