งาน “FOCAL 2026” จัดโดย ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับบริบทโลก ผ่านหัวข้อ "The Global Pivot Navigating Key Structural Shifts” เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนทิศ การรับมือในเชิงโครงสร้างจึงทวีความสำคัญยิ่งขึ้น
“เพราะโลกไม่เหมือนเดิม เราจึงทำเหมือนเดิมไม่ได้ วันนี้รู้สึกไหม..โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์หลายอย่างดูเหมือนว่าสมัยก่อนไม่รู้สึกว่ายากขนาดนี้ อย่างเศรษฐกิจไทยโตได้ 2-3% ถือว่าเก่งแล้ว”
ดร.พิพัฒน์ สรุป 4 ประเด็นใหญ่หรือ 4Ds ในไทยและระดับโลกกำลังเผชิญ ได้แก่ 1.Demographics 2.Deglobalization 3.Decarbonization และ 4.Digital & AI จากที่คุ้นเคยภาพเหล่านี้เมื่อ 30-40 ปีก่อน แต่หลายเรื่องวันนี้ไม่เป็นเหมือนเดิมแล้ว เพราะเทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยน ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว
“เปรียบเสมือนสึนามิที่ก่อตัว เปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้า หรือ Slow-motion tsunami ซึ่งเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกตัว" ดร.พิพัฒน์ ย้ำ
เริ่มที่ 1.Demographics หรือประชากรศาสตร์ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วกว่าโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยกำลังเผชิญอัตราการ “เกิดต่ำ” การเสียชีวิตมากกว่าอีกด้วย ซึ่งไทยน่าจะรับรู้ รู้สึกมากกว่าหลายชาติ เทียบกับอดีตมีการมองประชากรจะ “ล้นโลก” ทรัพยากร อาหารจะมีไม่เพียงพอ ปัจจุบันปัญหาใหม่กลับเป็นเรื่องการเจริญเติบโตของคนทั่วโลก ที่เปลี่ยนจาก “เร่งโต” เป็นการชะลอตัว และไทย “เลวร้ายกว่า” เมื่อประชากรวัยทำงานที่เคยพุ่งสูงสุด(พีค)เมื่อปี 2558 แต่ 2 ปีก่อน อัตรการเกิดกลับน้อยลง ซึ่งหมายถึงไม่ใช่แค่ประชากรโตช้า แต่กำลังลดลงด้วย ทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค(FMCG) ต้องมองหาช่องทางสร้างการเติบโต
ปัจจุบันอัตราการเกิดของไทยอยู่ที่ 1.1-1.2 คน แม้ไม่เลวร้ายสุด เช่น เทียบกับเกาหลีอัตราการเกิดอยู่ที่ 0.8-0.9 คน แต่อีกด้านผู้สูงอายุมีมากขึ้น เหล่านี้มีผลต่อการบริโภคทั้งสิ้น ภาคธุรกิจจะขายสินค้าอย่างไร เป็นคำถามให้ฉุกคิด
“30-40 ปีก่อน หรือ 5 ปีก่อน ตลาดอาจเติบโตได้ เพราะประชากรโตขึ้น คนซื้อสินค้าเพิ่ม แต่จากนี้ไปประชากรค่อยๆลดลง ไม่ใช่แค่จำนวน แต่โครงสร้างเปลี่ยนไปด้วย”
สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆดังกล่าว ยังอธิบายเหตุผล ทำไมเศรษฐกิจไทยที่เคยเติบโต 5-7% ในอดีต ปัจจุบันเหลือเพียง 2-3% นั่นเพราะผู้บริโภคหายไป แรงงานหายไป การผลิตสินค้าต่างๆทำแบบเดิมไม่ได้ และการที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตดังเดิม ย่อมหมายถึงประสิทธิผลหรือ Productivity จะต้องเพิ่มอีกมหาศาล
ตัวอย่าง มหาวิทยาลัย สะท้อนภาพชัด เมื่อคนสมัครเรียนหรือศึกษาต่อน้อยกว่าจำนวนการเปิดรับหรือที่นั่งในสถานศึกษา จากอดีตการสอบแข่งขันเข้าเรียนต่อยาก นี่ยังหมายถึง “ตลาดที่หายไป” หากแบรนด์ ผู้ประกอบการต้องพัฒนาสินค้า จะต้องหาทางจับกลุ่มเป้าหมาย และขี่กระแสตลาดเพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่องให้ได้
“นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ 1 มีผลต่อธุรกิจอย่างแน่นอน”
2.Deglobalization การทวนกระแสของโลกาภิวัฒน์ เมื่อระเบียบโลกที่นำโดยมหาอำนาจ “สหรัฐฯ” กำลังแตกร้าว ห่วงโซ่อุปทานและกติกาการค้ากำลังถูกร่างขึ้นใหม่ ซึ่งหลายภาคส่วนมองเป็น “ปัญหาหนักมาก” เฉพาะ “สงคราม” เกิดหลากรูปแบบ ทั้งสงครามการค้า สงครามการเงิน สงครามเทคโนโลยี และ “สงครามจริง” ที่เกิดการสู้รบในขณะนี้
หลังสงครามโลกสิ้นสุด มีผู้ชนะชัดเจนคือสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ทำให้ “ระเบียบโลกเดิม”(World order) ล่มสลาย(ruptured) ไป และมีการสร้างระเบียบโลกใหม่ขึ้นมาซึ่งถูก “เปลี่ยนกติกา” ทั้งกติการค้า การต่างประเทศ ฯ ทว่า ห้วงเวลานี้ “สหรัฐฯ” รู้สึกกำลังถูกช่วงชิงมหาอำนาจ การเป็นผู้นำจาก “จีน”
หากพิจารณา “ขนาดเศรษฐกิจ”(GDP at PPP) “จีน” แซง” สหรัฐฯ เรียบร้อยแล้ว แต่หากเทียบจีดีพีในมูลค่าดอลลาร์ยังห่างสหรัฐฯพอสมควร และจีนยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะไล่ทัน
อย่างไรก็ตาม การไล่กวดสหรัฐฯ ของชาติมังกร เมื่อมหาอำนาจเบอร์ 1 ถูกท้าทาย “ผู้นำ” อย่าง “ทรัมป์” จึงต้องย้ำนโยบาย “America first” ด้วยการทำลายระเบียบโลกด้วยกติกาต่างๆเต็มไปหมด
“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะทรัมป์คนเดียว แต่เพราะมีคนมาท้าทายผู้นำโลก หรือ World leader ทำให้ต้องเกิด America first ใครจะคิดว่าประเทศหนึ่งจะสามารถบุกเข้าไปประเทศหนึ่ง เพื่อจับประธานาธิบดีออกมาได้ โดยไม่ผิดกฏอะไรเลย แต่วันนี้คนที่ Enforce เหล่านั้น เพราะต้องการจะเปลี่ยนกฏ และคาดเดาอีกหลายปีข้างหน้า โลกจะต้องเจอความผันผวน เจอสิ่งที่ไม่คิดว่าเราจะได้เจอ นี่คือสิ่งที่จะเป็น New Normal”
ขณะที่ “สงคราม” ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ปัญหาใหญ่สุดที่กระทบไทยคือการพึ่งพาพลังงานน้ำมัน(ฟอสซิล)จากแหล่งดังกล่าว การสู้รบยังกระเทือนต่อการซัพพลายก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยเคมี พลาสติก ฯ ซึ่งจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตสินค้าต่างๆ เช่น ขวดน้ำ(เครื่องดื่ม) บรรจุภัณฑ์อาหาร ตลอดจนยานยนต์ ที่ใช้วัตถุดิบพลาสติกทั้งสิ้น
“ถ้าสถานการณ์ในตะวันออกกลางลากยาว มีปัญหาใหญ่ต่อเศรษฐกิจไทยแน่ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาราคาพลังงาน หาวัตถุดิบไม่ได้”
สงครามในตะวันออกกลาง ถือเป็นแรงกระแทกจากภายนอก(External Shock) ไทยไม่ได้โดนเพียงชาติเดียว ดังนั้นต่อให้ขบคิดหนัก(คิดให้ตาย)เมื่อไหร่เหตุการณ์จะจบลงคงยาก เวลานี้จึงต้อง Hope for the best, prepare for the worst(หวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด) ตั้งคำถามให้มาก หากสถานการณ์ลากยาว จะดำรงชีพ บริการความเสี่ยงอย่างไร นี่คือโจทย์ระยะสั้น
ส่วนระยะยาวยกการ “ซ่อมบ้าน” ที่ประเทศไทยต้องทำ โดยเทียบเหตุหากอยู่ดีๆเกิดไฟไหม้บ้าน เมื่อนำน้ำมาดับไฟ ต้องไม่ลืมว่าสุดท้ายจะต้องกลับไปซ่อมแซมบ้านเรือนอยู่ดี
“ด้วยปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกต่างๆ ความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ และจะมากขึ้นอีก เพราะระเบียบของโลกไม่เหมือนเดิม จึงหยิบประโยคเตือนสติ Nostalgia is not a strategy ของ Mark Carney ย้ำวันนี้แตกสลายไปแล้ว ruptured ไปแล้ว ไม่ใช้แค่ disrupt ดังนั้นอย่าใครครวญ อย่าไปมองหาว่าโลกมันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม คนที่เป็นของผู้เล่นของโลกก็ต้องหาวิธีการปรับตัว” ดร.พิพัฒน์ กล่าวและย้ำ “โลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เราเป็นผู้เล่นที่อยู่ในโลกก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย”
3.Decarbonization เมื่อสภาพอากาศกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป
ปัจจุบันถึง “จุดเปลี่ยน” ที่ทุกภาคส่วนรับรู้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต่อให้ทุกคนทำตัวดีแค่ไหน “อุณหภูมิของโลก” จะยังคงค่อยๆสูงขึ้น ผลกระทบจะรุนแรงขึ้น ทั้งปัญหามลพิษ สภาพภูมิอากาศ สภาวะฤดูกาล ฯ ซึ่งเทรนด์นี้ “ผู้บริโภค” ก็ตระหนัก เห็นความสำคัญมากขึ้นด้วย
“การเปลี่ยนแปลงของอากาศจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ยิ่งขึ้น และอาจใหญ่กว่าปัญหาช่องแคบฮอร์มุซด้วยซ้ำ ซึ่งปัจจุบันหลายคนบอกจำเป็นต้องช่วยกันรักษาโลกไว้ การปรับเปลี่ยนใช้พลังงาน แม้ทรัมป์จะบอกว่าไม่ต้องสนใจ(ให้ขุดน้ำมันฟอสซิลต่อไป) สิ่งเหล่านี้เราต้องคิดให้ดีๆ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น”
4.Digital & AI เมื่อทุกคนเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี ไม่ใช่ผู้ผลิต และจังหวะความเร็วของการเปลี่ยนแปลงถูกกำหนดศูนย์กลางนวัตกรรมของโลก(ซานฟรานซิสโก-สหรัฐฯ และเซินเจิ้น-จีน)
ภาวะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะผู้ใช้งานเทคโนโลยีต่างๆไปถึงจำนวน 100 ล้านคน ในอดีตอาจเห็นผู้ใช้มือถือแตะ 100 ล้านคนกินเวลานานถึง 70 ปี อินเตอร์เน็ตย่อลงใช้เวลา 7-8 ปี ยิ่งมาดูการใช้งานแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ “เฟซบุ๊ก” เกิดขึ้นใน 4 ปี ส่วน ChatGPT เพียง 2 เดือน ก็มีคนใช้งานร้อยล้านคนแล้ว
ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆถูกสรรค์สร้าง พัฒนาออกมาต่อเนื่อง จากโปรแกรมอัจฉริยะหรือ AI Agent ต่างๆ มีผลต่อ “ผู้บริโภค” ที่เป็นลูกค้าของนักการตลาด ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องหาว่าลูกค้าใช้เวลาอยู่ตรงไหน ปัจจุบันคนใช้สื่อหลากประเภท ใช้เวลาบนหน้าจอ บนรูปแบบเทคโนโลยีอื่นๆ ทั้งเวลา ความสำคัญ ความสนใจ ที่เปลี่ยนไป
“วันนี้โลกเราอยู่ในจุดที่เปลี่ยนไปค่อนข้างเร็ว ที่เคยทำแบบนี้มาตลอดแล้วดี ได้เปลี่ยนการทำงาน เปลี่ยนบริบทแวดล้อมไปแล้ว เราอาจต้องปรับตัวมาคุ้นชินกับเศรษฐกิจไทยที่เผชิญประชากรลดลงเรื่อยๆ จีดีพีไม่สามารถกลับไปโตไดเ 2-3% แล้ว อาจต้องพึ่งพาตลาดแบบอื่น หาวิธีการแข่งขันแบบใหม่ โชคดีหลายมิติเราเห็นประสบการณ์หลายประเทศ เช่น ประชากรศาสตร์ สังคมสูงวัย เห็นเกิดในญี่ปุ่น ยุโรป เรานำมาปรับใช้ได้ หลายเรื่อเรากำลังอยู่ในภาวะที่เปลี่ยนไปพร้อมๆกัน เทคโนโลยีอาจยังไม่มีใครจะรู้ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร คนจะไปทำอะไร อย่างเด็กจบใหม่ ต้องเตรียมพร้อมเขาอย่างไรให้อยู่ในโลกที่โลกอาจไม่ต้องการเขาแล้วก็ได้ มีประเด็นระยะสั้นและระยะยาวที่ไทยต้องเผชิญเต็มไปหมด”
อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์ ยังทิ้งท้ายด้วยการส่งสัญญาณเตือนภาวะเศรษฐกิจชะงักงันหรือ Stagflation ที่จะเกิดขึ้นใน 1 ปีข้างหน้า เมื่อผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาพลังงานแพงขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มสูง สินค้าราคาแพง กำลังซื้อผู้บริโภคหายไป ส่วนผู้ประกอบการหรือคนค้าขายก็เจอปัญหาเดียวกันคือ “ต้นทุนแพง” ทั้งหมดทุบเศรษฐกิจให้ชะลอตัว


