ไลอ้อน (ประเทศไทย) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค(FMCG) ภายใต้อาณาจักรแสนล้าน “เครือสหพัฒน์” ปี 2569 ถือเป็นก้าวใหญ่ในการขับเคลื่อนธุรกิจ เมื่อบริษัทเดินหน้า “ทรานส์ฟอร์ม” หา “เครื่องยนต์ใหม่” สร้างการเติบโต พร้อมตั้งเป้าหมายรายได้สุดท้าทายทะยานสู่ 30,000 ล้านบาท ภายในปี 2573
“วานนี้(29 เม.ย.69) เป็นครั้งแรกที่บริษัทมีการจัดทาวน์ฮอลล์ เพื่อบอกเล่ากลยุทธ์ ทิศทางธุรกิจ เราคือองค์กร 57 ปี ที่เริ่มจากรับจากผลิตสินค้าหรือโออีเอ็มให้กับสหพัฒนพิบูล ไปทำตลาด และเราเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การร่วมทุนระหว่างสหพัฒนพิบูลกับบริษัท เดอะ ไลอ้อน แฟทแอนด์ออย จำกัด ประเทศญี่ปุ่น” ประเสริฐ สุรัตนเมธากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพเส้นทางกว่า 5 ทศวรรษในประเทศไทย
การทรานส์ฟอร์มของไลอ้อนครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมใหญ่รอบ 57 ปีแต่หากนับการที่บริษัททำการตลาดเอง ถือว่าเปลี่ยนใหญ่รอบ 20 ปี และผลลัพธ์คือกราฟยอดขายเติบโตต่อเนื่อง
เหตุผลของการยกเครื่องใหญ่ เนื่องจากสินค้าจำเป็นเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งตลาดที่ค่อนข้างอิ่มตัว เนื่องจากประชากรใหม่ๆ ที่จะใช้สินค้า (New user) ไม่เพิ่มขึ้น ยอดขายจะเติบโตต้อง “แย่งส่วนแบ่งตลาด” จากคู่แข่งแทน กลายเป็นการกระโดดสู่ “สงครามราคา” ซึ่งประเทศไทยจัดโปรโมชัน 1 แถม 1 รุนแรง แม้กระทั่งเซกเมนต์พรีเมียม เทียบประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไม่ทำเหมือนเมืองไทย
“เมืองไทยเท่านั้นที่มีปรากฏการณ์ซื้อ 1 แถม 1”
อดีตการทำโปรโมชัน 1 แถม 1 จะถูกมองไม่แพง(Look cheap) การสร้างแบรนด์ แบรนด์แกร่งจึงไม่กังวล แต่ปัจจุบันผู้บริโภคกลับ “รีบซื้อ”
ทั้งนี้ สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นพอร์ตโฟลิโอที่ใหญ่ของไลอ้อนฯ สัดส่วน 80% ของรายได้ หากเติบโตต่อเป็นเรื่องยาก และการ “ทำกำไร” ยากยิ่งกว่า
“หลายปีที่ผ่านมาตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ค่อยเติบโต เมืองไทยเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ทุกคนใช้ผงซักฟอก ครีมอาบน้ำ น้ำยาล้างจาน จากเมื่อก่อนอัตราการใช้อยู่เพียง 20-30% จึงต้องการทรานส์ฟอร์มองค์กร เพื่อสร้างการเติบโตในยุคใหม่ ปลดล็อกธุรกิจนิ่ง”
การทรานส์ฟอร์มใหญ่ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ 1.การสร้างแบรนด์องค์กรใหม่ (Corporate Branding Transformation) จากจุดแข็งผู้บริโภครู้จักแบรนด์สินค้าดี เช่น โชกุบุสซึ ซอลส์ ซิสเท็มมา เปา ไลปอนเอฟ ทว่า แบรนด์องค์กรกลับไม่ถูกรับรู้นัก จึงลุยสร้างการรับรู้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตอกย้ำ Core Value
“แบรนด์สินค้าของบริษัทผู้บริโภครู้จัก แต่ไลอ้อน (ประเทศไทย) ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จัก โจทย์จึงต้องการสร้างแบรนด์องค์กรให้ก้าวสู่การครองใจผู้บริโภคหรือ Top of Mind”
2.การสร้างองค์กรเป็น AI Digital และ Data Organization บุคลากรต้องทำงานผ่านดิจิทัล ที่สำคัญด้านข้อมูล โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคควรจะ “Real-time” ยิ่งขึ้น เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคต้องเกาะติดพฤติกรรมผู้คนที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก
3.การพลิกโฉมต้นทุนและกำไร (Costing & Profit Transformation) จัดตั้งทีม “Cost Transformation” ทำงานแบบยืดหยุ่น ปรับตัวเร็ว(Agile) เพื่อลดต้นทุน 4.ปรับพอร์ตสินค้าใหม่ ขจัดสินค้าขายไม่ดีราว 100 รายการ(เอสเคยู) จากกว่า 1,000 เอสเคยู กว่า 20 แบรนด์ เพื่อมุ่งกำไร
“เรามีรีวิวสินค้าทั้งหมด บางจุดขยับได้ อย่างโชกุบุสซึลดใช้พลาสติก 15% ทั้งปีลดใช้พลาสติก 40 ตัน ช่วยลดต้นทุน และดีต่อโลกด้วย”
และ 5.การพัฒนาคน (People Transformation) เพราะสำคัญสุดในการขับเคลื่อนองค์กร
“เป้ายอดขาย 3 หมื่นล้านบาท การไปจะถึงได้ คนในองค์กรเป็นโจทย์ท้าทาย เพราะคนสำคัญสุดต้องเข้าใจว่าองค์กรเติบโตมาได้อย่างไร และตอนนี้เรากำลังเจออะไร ต้องให้คนเห็นห้วงเวลาแห่งความจริงหรือ Moment of Truth จึงมีการจัดทาวน์ฮอลล์ที่เข้าฟังทุกคน เราไม่พูดถึงแผนแต่บอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบันให้รับรู้”
การทะยานสู่ยอดขาย 30,000 ล้านบาท บริษัทต้องเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี จากปีก่อนปิดยอดขาย 20,000 ล้านบาท เติบโตทรงตัว อีกด้านคือการมุ่งสร้างกำไร “เติบโตเท่าตัว” จาก 5% เพิ่มเป็นกว่า 10% จึงจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.สินค้าจำเป็น (Mass FMCG) เป็นพอร์ตใหญ่ 80% เน้นเติบโตยั่งยืน ทำกำไรให้ดีขึ้น 2.ธุรกิจดาวรุ่ง กลุ่ม 3Es (E-Commerce, E-Chemical, Export) อีคอมเมิร์ซเติบโตแรง 20-30% เฉพาะไลฟ์ขายสินค้าเติบโต 400-500% ส่วนเคมิคัลส์ บริษัทมีการผลิตผงซักฟอกจึงมุ่งขายสินค้ากลุ่มนี้ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และรุกส่งออกจะเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น
3.ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะรุกตลาดเมียนมา กัมพูชา และลาว โฟกัส “เมียนมา” ก่อน และ 4.รุกสินค้าพรีเมียม (Premium Personal Care) เพื่อยกระดับ “ผลกำไร” จากปัจจุบันสัดส่วนยังน้อย โดยมอง “แตกแบรนด์ใหม่” เสริมพอร์ต
“ส่งออกเราจะทำให้โตเร็วกว่าเดิม การมอง Emerging Markets 3 ประเทศภาคพื้นดินเพราะอนาคตจะมีประชากร 150-200 ล้านคน เรามองโมเดลใหม่ๆ อย่างเมียนมา โอกาสตลาดสูงมาก กัมพูชา ข้อดีเรามีสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่นเพื่อทำตลาดได้ ส่วนสินค้าพรีเมียมในอนาคตมองครีมอาบน้ำ สินค้าความงามหรือคอสเมติกที่ยังไม่มี”
การเติมพอร์ตพรีเมียมและคอสเมติก บริษัทยังมอง “การซื้อและควบรวมกิจการ” หรือ M&A ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาโอกาส ช่องว่าง ซึ่งจะเห็นในเฟส 2 ปีหน้า
“เรามองโอกาสกลับไปเติบโตแบบขั้นบันไดเหมือน 20 ปีก่อน”
การเติบโตดังกล่าว บริษัทยังพิจารณาแผนลงทุนได้ข้อสรุปเดือน มิ.ย.นี้ หลัง 5 ปีก่อนลงทุนเกือบ 1,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิตผงซักฟอก
สำหรับตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ปี 2568 ติดลบ 6% เป็นครั้งแรกที่หดตัว จากปกติเติบโต 7-8% ส่วนแนวโน้มกำลังซื้อผู้บริโภคปี 2569 สงครามตะวันออกกลางกดดันราคาพลังงาน ค่าครองชีพสูงขึ้น กระทบการจับจ่ายใช้สอย แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ “ความเชื่อมั่น”
“การซื้อสินค้าจำเป็นมีผลกระทบ ผู้บริโภคช็อกจากราคาน้ำมัน แต่เดือนเม.ย. คนเริ่มเห็นภาพ ประเมินได้ และปรับตัว เรามักมองกำลังซื้อ แต่ความเชื่อมั่นสำคัญมาก ต่อให้มีสถานการณ์ร้ายแรง แต่คิดว่าแนวโน้มดีขึ้นก็กล้าใช้เงิน แต่ถ้าไม่มั่นใจมีเงินในกระเป๋า ก็ไม่ใช้จ่าย ปีนี้สินค้าจำเป็นท้าทายมาก หนักมากกว่าปีก่อนๆ”
สำหรับสถานการณ์ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ผงซักฟอกที่ใช้สารตั้งต้น LAB (Linear Alkyl Benzene) ราคาพุ่งกว่า 100% บรรจุภัณฑ์พลาสติกขึ้น 30% สินค้ากระทบหนักได้แก่ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน และครีมอาบน้ำ แต่บริษัทไม่มีแผนขึ้นราคาสินค้า
“เราไม่ต้องการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด แม้กระทั่งการลดราคาสินค้าตอนนี้ก็ไม่มั่นใจจะมีผู้บริโภคซื้อ สิ่งสำคัญแรกคืออาหารต้องอิ่มก่อน ค่อยอาบน้ำแปรงฟัน การขึ้นราคาไม่รู้ว่าผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อพอจ่ายไหม สุดท้ายต้องลดราคากลับมาในจุดที่ซื้อได้ เราจึงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร การผลิตต่างๆ”


