เสียงสะท้อนคนไทย เมื่อสงครามตะวันออกกลาง เขย่าโลก กดดันราคาน้ำมันพุ่ง ห่วงทุบเศรษฐกิจไทย สินค้าแพง กระเทือนค่าครองชีพ เผยการปรับตัว "ลดคุณภาพชีวิตตัวเอง" การช้อปผ่านแอปรอ "โค้ดฟรีส่ง" เท่านั้น
วิกฤตน้ำมันดิบโลกในปี 2569 ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างกว้างขวาง โดยสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และลามไปสู่ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายหมวดหมู่ โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่หลักที่สะท้อนความกังวลและเสียงเรียกร้องของประชาชนต่อวิกฤตค่าครองชีพที่ซ้อนทับกันหลายชั้น
บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 22 เมษายน 2569 พบว่า
มีการพูดถึงประเด็นวิกฤตประเด็นนี้บนโซเชียลมีเดียสูงถึง 218,674,512 เอนเกจเมนต์ จาก 884,444 ข้อความ
ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก(Facebook) เป็นแพลตฟอร์มหลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน ด้วยจำนวนข้อความสูงถึง 622,875 ข้อความ หรือ 69.83% สร้างการมีส่วนร่วมได้ราว 81 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข่าวสาร
ตามด้วยยูทูป(YouTube) มีจำนวนข้อความราว 110,810 ข้อความ หรือ 12.53% สร้างการมีส่วนร่วมได้กว่า 15 ล้านครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาในรูปแบบวิดีโอวิเคราะห์สถานการณ์และรายงานข่าวเชิงลึก และติ๊กต็อก(TikTok) มีจำนวนข้อความ 66,187 ข้อความ หรือ 7.42% ทว่า กวาดการมีส่วนร่วมได้สูงที่สุดถึง 109 ล้านครั้ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูงในการขยายกระแสความสนใจเกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันแพงที่เกิดขึ้นในตอนนี้
เปิด 5 ประเด็น คนไทยใส่ใจ มีดังนี้
1.) ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จุดชนวนความกังวลเศรษฐกิจไทย สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะปัจจัยที่อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก คีย์เวิร์ดเกี่ยวกับ “สงครามอิหร่าน” กวาดเอนเกจเมนต์ไปกว่า 45,832,286 ครั้ง สงครามในครั้งนี้ชาวโซเชียลไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่กังวลว่าจะทำให้ราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแพงขึ้นตามไปด้วย
การสนทนาจำนวนมากสะท้อนความไม่มั่นใจในการใช้จ่ายก้อนใหญ่ โดยมีการพูดถึงคำว่า “ค่าครองชีพ” โดยกวาดเอนเกจเมนต์ไปมากกว่า 18,031,257 ครั้ง ในบริบทที่ว่าราคาสินค้าอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนด ขณะเดียวกันในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย มีการแสดงความกังวลต่อความผันผวนของตลาดหุ้นไทยที่ได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลก
2.) ผลกระทบลูกโซ่ จากปั๊มน้ำมันสู่ราคาสินค้าทุกหมวด เมื่อราคาน้ำมันขยับตัวขึ้น ผลกระทบก็กระจายไปยังสินค้าหมวดอื่นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขที่ชาวโซเชียลหยิบมาอ้างอิงมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท โดยถูกพูดถึงไปมากกว่า 13,794,671 เอนเกจเมนต์ ในขณะที่ราคาดีเซล 50.54 บาทต่อลิตร ถูกพูดถึงไปมากกว่า 938,016 เอนเกจเมนต์
สินค้าอุปโภคบริโภค ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ น้ำมันปาล์มขวดละ 50 บาท (2,274,197 เอนเกจเมนต์) รวมถึงราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (2,630,884 เอนเกจเมนต์) และปุ๋ยเคมี (126,873 เอนเกจเมนต์) ที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน รวมไปถึงวัสดุก่อสร้าง (689,026 เอนเกจเมนต์) แม้แต่สินค้าที่ผู้บริโภคอาจไม่คาดคิดว่าจะได้รับผลกระทบ อย่างถุงยางอนามัย (302,032 เอนเกจเมนต์) ก็ถูกนำมาพูดถึงว่าราคาปรับขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่งที่แพงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่หมวดพลังงาน แต่แทรกซึมเข้าไปในต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกประเภท
3.) Sentiment Analysis เมื่อผู้คนอยู่ในอารมณ์ “สิ้นหวัง” จากการวิเคราะห์ Sentiment ในแคมเปญ บ่งบอกว่าผู้บริโภคไม่ได้อยู่ในจุดที่ต้องการเรียกร้องหรือประท้วง แต่รู้สึกหมดแรงกับสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อน และข่าวการปรับขึ้น VAT เป็น 10% ซึ่งผู้ใช้โซเชียลมองว่าเป็นภาระที่หนักเกินไปเมื่อรวมกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงอยู่แล้ว บรรยากาศโดยรวมจึงเป็นความรู้สึกว่าถูกบีบจากทุกทิศทางพร้อมกัน
นอกจากนี้ ชาวโซเชียลยังเริ่มแชร์วิธีประหยัดแบบสุดขั้ว เช่น การทำหม่าล่ากินเองที่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายนอกบ้าน หรือการปิดเครื่องปรับอากาศแล้วหาวิธีคลายร้อนแบบอื่นเพื่อลดค่าไฟ กล่าวคือผู้บริโภคเลือกที่จะ “ยอมลดคุณภาพชีวิตตัวเอง” แทนที่จะเรียกร้องให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลง
4.) ทางออกที่ถูกพูดถึง ปรับตัวเพื่อลดต้นทุนชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ชาวโซเชียลยังมีการพูดถึงแนวทางปรับตัวที่น่าสนใจ โดยกระแสที่เด่นชัดที่สุดคือความสนใจใน รถยนต์ไฟฟ้า ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยพบว่าคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก อย่างรถยนต์ไฟฟ้าหรือโซล่าเซลล์ ถูกพูดถึงมากกว่า 14,668,143 เอนเกจเมนต์ ผู้ใช้พูดถึงรถยนต์ไฟฟ้าในฐานะวิธีตัดวงจรค่าน้ำมันในระยะยาว ไม่ใช่จากมุมสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการคำนวณต้นทุนจริงในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจอีก 2 แนวทาง ที่ผู้บริโภคปรับตัว คือ การเลือกสั่งสินค้าผ่านแอปฯเฉพาะที่มีโค้ดส่งฟรีเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนการเดินทางไปซื้อด้วยตนเอง และการแชร์ทริคประหยัดพลังงานในบ้าน ทั้งการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เน้นความทนทาน การปรับพฤติกรรมการใช้ไฟ ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังปรับโครงสร้างรายจ่ายของตัวเองอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่การประหยัดชั่วคราว
5.) “ตลกร้ายเยียวยาใจ เมื่อ "มีม" กลายเป็นกลไกป้องกันตัวของชาวเน็ต” นอกเหนือจากการบ่นและกังวล อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่โดดเด่นคือการที่คนไทยใช้ "อารมณ์ขันบนหยาดน้ำตา" เป็นกลไกในการรับมือกับความเครียด
โดยเห็นการเติบโตของคอนเทนต์แนว "มีม" ที่เปรียบเทียบราคาสินค้ากับไลฟ์สไตล์อย่างมีสีสัน และมีคนพูดถึง เช่นบน TikTok อย่าง "การเติมไฟได้ล่มสลายลงแล้ว เพราะน้ำมันแพง" เป็นการเปรียบเปรยว่าค่าน้ำมันมีราคาแพง หรือ "รวยไม่ไหวแล้วโว้ย" ที่พร้อมถูกพูดถึงในเชิงประชดชันไปมากกว่า 10,604,726 เอนเกจเมนต์
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังอารมณ์ขันเหล่านี้ คือการปรับตัวจริงจัง รวมถึงผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และพยายามหาความสุขในพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องใช้เงิน เพื่อประคองสุขภาพจิตไปพร้อมกับสุขภาพการเงิน ในวันที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังคงไม่เป็นใจ





