ก่อนเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ตลาดถุงยางอนามัย 2 เดือนแรก ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 อยู่ในภาวะ “ทรงตัว” พอสงครามก่อหวอด คาดการณ์ปี 2569 ตลาดอาจ “ติดลบ” มองไว้ระดับ 2-3%
“ตลาดรวมถึงยางอนามัยปีนี้แนวโน้มค่อนข้างไปทางหดตัวมากกว่า ส่วนไตรมาสแรกทรงตัว ไม่แย่กว่าปีก่อน แต่ก็ไม่โต” วรัญญู ดารารัตนโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัทไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและทำตลาดถุงยางอนามัยสัญชาติไทยแบรนด์“วันทัช”(ONE TOUCH)
ปัจจัยลบรายล้อม แต่ในฐานะผู้ผลิตถุงยางอนามัย ยังหวังว่าตลาดจะมีแรงส่งจากน้ำมันแพง ผู้คนออกจากบ้านน้อยลง มีความเครียด อาจมองหาการสร้างความสุขภายในบ้านด้วยความสัมพันธ์กับคนรัก คู่รักในราคาจับต้องได้
“สงครามอาจสร้างแรงกดดัน และอาจเป็นไปได้ที่คนจะมี sex มากขึ้น เพราะคือความสุขในราคาเหมาะสม”
นอกจากนี้ ยังหวังอานิสงส์ผู้บริโภคมองหาสินค้าที่มีมาตรฐานหันมาใช้แบรนด์ไทยอย่าง “วันทัช” มากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาการแข่งขันในตลาดถุงยางอนามัยเผชิญ “แบรนด์จีน” ราคาต่ำแย่งชิงกลุ่มเป้าหมาย โดยเชื่อมั่นว่าสินค้าดีล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย
“วันทัช” หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดถุงยางอนามัย ปี 2569 ยังคงเดินหน้าแคมเปญ กิจกรรมต่างๆเพื่อผลักดันการเติบโต เช่น การร่วมเทศกาลดนตรีสุดชุ่มฉ่ำช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มีการลดราคาสินค้า ระหว่างวันที่ 1-15 เม.ย.2569 เฉพาะช่องทางชอปปิงออนไลน์ของบริษัทอย่าง TNR Official Store บนชอปปี้ เป็นต้น โดยการทำการตลาดปีนี้ บริษัทจะเน้นความครีเอทีฟ ต้องมีสีสันมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
“การทำตลาดจะไม่ใช้งบประมาณฟุ่มเฟือย แคมเปญทำออกมาต้องวัดผลได้ เพราะตอนนี้ยอมรับว่าผู้บริโภครัดเข็มขัดมากขึ้น จากราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นแรง เช่น 6 บาทต่อลิตรในคราวเดียว ทำให้ประชาชนตกใจกันหมด และกังวลค่าครองชีพแพง ยิ่งคนที่ซื้อสินค้าและจดบันทึกค่าใช้จ่ายทุกวัน จากรู้เลยว่าสินค้าไหนขึ้นราคาบ้าง เช่น เคยซื้อสินค้ารายการหนึ่ง100 บาท แต่ขยับเป็น 120 บาท แม้รัฐบาลจะมีมาตรการเพิ่มเงินในกระเป๋า กระตุ้นกำลังซื้อ แต่คนจะรับรู้ว่าของแพง เงินที่ได้มาอาจไม่สามารถลดภาระของแพงขึ้นได้”
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังกระทบต้นทุนการผลิตสินค้าของบริษัท เช่นเดียวกับทุกเซ็กเตอร์ แต่บริษัท “ไม่มีแผนจะขึ้นราคาสินค้า” เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวโยงพันธมิตรในซัพพลายเชนทั้งหมด เช่น ห้างค้าปลีก ร้านค้าทั่วไป ยี่หั๊วซาปั๊ว ฯ และหากมีการขึ้นราคา แต่ปลายปีต้นทุนอ่อนตัวลง ราคาสินค้ามักไม่ปรับตัวลงด้วย
ทั้งนี้ หากมีการขึ้นราคาสินค้าผลกระทบจะเกิด 2 มิติ คือ ผู้บริโภคจะชะลอการซื้อทันที หากขึ้น 10-20% จะรู้สึกว่าถุงยางอนามัยแพง และบริษัทต้องแจ้งคู่ค้าล่วงหน้า เช่น 60-90 วัน บางรายแจ้ง 6 เดือน ทำให้เกิดการสต๊อกสินค้าไว้ปริมาณมากเพื่อเก็งกำไร สุดท้ายทำให้ยอดขายของบริษัทนิ่งไปชั่วขณะใหญ่ได้
ไม่เพียงต้นทุนพลังงานที่ขยับขึ้น ปัจจุบันต้นทุนค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์มต่างๆก็ปรับเพิ่ม ส่งผลให้ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม จนบริษัทต้องลดการจัดโปรโมชันเพื่อคงความสามารถในการทำกำไร รวมถึงบริหารจัดการภายในเพื่อให้ “ลีน” รับบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
วรัญญู กล่าวอีกว่า นอกจากตลาดในประเทศ บริษัทมีการส่งออกสินค้าสัดส่วน 90-95% ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกกลาง ทำให้การส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง และอาฟริกามีความล่าช้า เบื้องต้นประเมินเวลาส่งสินค้า(Lead Time) ขยายเป็นครึ่งเดือนจนถึง 1 เดือน
“การส่งออกนอกจากค่าเฟรทขึ้นจากราคาน้ำมัน บางครั้งหากมีการรวมออกเดอร์เพื่อส่งสินค้าเพื่อออกเรือทีเดียว แต่หากมีผู้ประกอบการบางรายจ่ายไม่ไหว ขอเลื่อน เรือมีสินค้าไม่เต็ม มีผลต่อลีดไทม์การส่งสินค้าอาจบวกเวลาเพิ่มครึ่งถึงหนึ่งเดือน”
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้ารายได้เติบโต ขณะที่ปี 2568 ปิดรายได้รวมกว่า 1,800 ล้านบาท
“เป้าหมายรายได้ต้องเติบโตทุกปี แม้เศรษฐกิจไม่ดีก็ตาม”





