ส่องจุดกำเนิด จุดเปลี่ยน และภารกิจฝ่าโลกรวนของ ‘บางกอกแอร์เวย์ส’ ธุรกิจการบินอายุเกือบ 6 ทศวรรษของ ‘หมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ’ มหาเศรษฐีผู้ล่วงลับ สิริอายุ 93 ปี ผู้ก่อตั้งสายการบินเจ้าของสโลแกน Asia’s Boutique Airline ซึ่งมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2511 สยายปีกเติบโตเป็นหนึ่งใน ‘อาณาจักรแสนล้าน’ ของตระกูลปราสาททองโอสถ
อาลัย นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ “หมอเสริฐ” อภิมหาเศรษฐีของเมืองไทย ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 สิริอายุ 93 ปี ผู้สร้างอาณาจักรแสนล้าน นอกเหนือจากการก่อตั้งบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้ 6 กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล รวมกว่า 60 แห่งทั่วประเทศแล้ว ยังเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ผู้ให้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส รวมถึงสถานีโทรทัศน์ PPTV อีกด้วย
จุดกำเนิดของ “บางกอกแอร์เวย์ส”
สำหรับ “จุดกำเนิด” ของบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เริ่มขึ้นเมื่อปี 2511 จากการจัดตั้งเป็นแผนกการบินของ “บริษัท กรุงเทพสหกล จำกัด” ซึ่งมีนายแพทย์ปราเสริฐเป็นเจ้าของ หลังจากนั้นในปี 2527 จึงได้ก่อตั้งบริษัท สหกลแอร์ จำกัด เพื่อรับโอนกิจการต่างๆ รวมถึงแผนการบินของบริษัท กรุงเทพสหกล จำกัด และในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด”
บริษัทฯ ได้เริ่มให้บริการเที่ยวบินแบบประจำอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อปัจจุบัน “สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส” นับตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมา โดยเริ่มให้บริการเที่ยวบินแรก (เที่ยวบินปฐมฤกษ์) เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2529 เส้นทาง กรุงเทพฯ - นครราชสีมา, กรุงเทพฯ - สุรินทร์ และกรุงเทพฯ - กระบี่ ด้วยเครื่องบินแบบ BANDEIRANTE EMB-110 ขนาดความจุผู้โดยสาร 18 ที่นั่ง
และในปี 2532 บริษัทฯ ได้สร้าง “สนามบินแห่งแรก” ที่ “เกาะสมุย” ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเกาะสมุยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนานาชาติ โดยบริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินงานในสนามบินสมุย และได้รับอนุญาตให้ทำการบินในเส้นทางการบินแรกคือ กรุงเทพฯ-เกาะสมุย พร้อมกับได้รับรหัสการบิน “PG” จากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ IATA
ต่อมาในปี 2535 ได้มีการนำเครื่องบินไอพ่น FOKKER –100 ความจุผู้โดยสาร 107 ที่นั่ง เข้ามาบริการ กระทั่งในปี 2537 ได้นำเครื่องบินแบบเอทีอาร์ 72 จำนวน 2 ลำ มาใช้ในฝูงบิน
จากนั้นในปี 2541 บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการในสนามบินแห่งที่ 2 คือ “สนามบินสุโขทัย” และในปี 2543 ได้เริ่มนำเครื่องบินแบบ โบอิ้ง 717-200 มาใช้ในการดำเนินงาน พร้อมกันนี้บริษัทฯ เริ่มดำเนินงานในส่วนของโรงซ่อมอากาศยานที่สนามบินดอนเมืองและเข้าเป็นสมาชิกของ IATA Billing and Settlement Plan (BSP) ซึ่งทำให้บริษัทฯ เพิ่มฐานการขาย และยังสามารถรับชำระราคาบัตรโดยสารที่จำหน่ายผ่านผู้แทนจำหน่ายบัตรโดยสารที่ได้รับอนุญาตจาก IATA ผ่านระบบชำระเงินของธนาคารที่บริหารจัดการโดย IATA ได้ จนกระทั่งในปี 2545 จึงได้เข้าเป็นสมาชิกสามัญของ IATA ซึ่งหมายถึงการเข้าสู่มาตรฐานความปลอดภัยในการบินพาณิชย์สากลนานาชาติภายใต้ IATA Operational Safety Audit (IOSA) และในปี 2549 บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินกิจการสนามบินแห่งที่ 3 คือ “สนามบินตราด”
ในวันที่ 27 ก.พ. 2556 บริษัทฯ ได้ทำการจดทะเบียนเป็น “บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)” โดยเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2557 บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เจียระไน “สนามบินสมุย” จุดเปลี่ยนธุรกิจ
จากเส้นทางปั้นธุรกิจการบินของนายแพทย์ปราเสริฐ จะเห็นได้ว่า “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่ทำให้บางกอกแอร์เวย์สสร้างความแตกต่างฉีกจากคู่แข่ง คือการเดิมพันสร้าง “สนามบินเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย” บนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2532 เจียระไนเพชรเม็ดงามในวันที่เกาะแห่งนี้ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวระดับโลก โดยปัจจุบัน “สนามบินสมุย” ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ เปรียบเสมือนเครื่องจักรผลิตกระแสเงินสด ทุกเที่ยวบินของบางกอกแอร์เวย์สเข้า-ออกสมุย ครองสัดส่วนรายได้กว่า 50% ของเที่ยวบินทั้งหมด
ขณะที่สโลแกน “เอเชียส์ บูทีค แอร์ไลน์” (Asia’s Boutique Airline) ของบางกอกแอร์เวย์ส เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2547 ในยุคที่สายการบินต้นทุนต่ำเข้ามาตีตลาด ฟาดฟันกันด้วยสงครามราคา โมเดลที่จะทำให้สายการบินขนาดกลางอย่างบางกอกแอร์เวย์สเอาตัวรอดได้อย่างโดดเด่น คือการสร้าง “เอกลักษณ์” เฉพาะตัว ด้วยการบุกเบิกเส้นทางบินใหม่ๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอารยธรรมสวยงามติดอันดับโลก การมีสนามบินเอกชนเป็นของตัวเอง และบริการอันน่าประทับใจ เช่น บูทีคเลานจ์ หรือห้องรับรองผู้โดยสารที่ให้บริการเมนูดังอย่าง “ข้าวต้มมัด” และของว่างแก่ผู้โดยสารทุกระดับชั้นที่นั่ง
ภารกิจทายาทหมอเสริฐ ปั้นเมกะโปรเจกต์ “อู่ตะเภาและเมืองการบิน”
พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ หรือ กัปตันเต๋ บุตรชายคนโตของนายแพทย์ปราเสริฐ เป็นทายาทที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจการบิน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ BA ก่อนหน้านี้ให้สัมภาษณ์ถึงแผนขยายสนามบินว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการปรับปรุง “สนามบินสมุย” ในไตรมาส 2 ปี 2569 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี พร้อมเพิ่ม Boarding Gates จาก 7 จุด เป็น 11 จุด ขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 4,000 ตารางเมตร และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินพร้อมเครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติรวม 40 จุด โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2573
ขณะเดียวกัน “สนามบินตราด” ได้ขยายทางวิ่ง (Runway) เป็นความยาว 2,000 เมตรเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางขับเคลื่อนอากาศยาน (Taxiway) และลานจอดอากาศยานจำนวน 3 จุด เพื่อรองรับอากาศยานแบบไอพ่น อาทิ แอร์บัส A320 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี
“เราอยากทำสนามบินตราดให้มีชีวิตชีวาขึ้น อยากทำให้เป็นเหมือนสนามบินสมุย ซึ่งในอดีตเคยทำการบินวันละ 2-3 เที่ยวบินเท่านั้น แต่เมื่อเห็นความเป็นไปได้ ก็ได้ขยายต่อเนื่องจนเติบโตเหมือนทุกวันนี้ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากหลายตลาด โดยเฉพาะฝั่งยุโรป” พุฒิพงศ์ ฉายคาดหวังการเจียระไนให้สนามบินตราดโดดเด่นเหมือนสนามบินสมุยในอนาคต
พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ (กัปตันเต๋) บุตรชายคนโตของ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ
ด้านเพชรเม็ดเป้ง! เมกะโปรเจกต์อย่างโครงการพัฒนา “สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก” ภายใต้การลงทุนของบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ซึ่งมี BA ถือหุ้นเพิ่มเป็น 40% กลุ่มบีทีเอส ถือหุ้น 40% และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ถือหุ้นอีก 20%
ล่าสุด UTA ได้ขอให้สำนักงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปรับเงื่อนไขการลงทุน คลายล็อกไม่ต้องรอโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เพื่อเริ่มงานก่อสร้างเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 พัฒนาเฟสแรก ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 และส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้ 3-4 ล้านคนต่อปี สอดรับกับแนวโน้มการเดินทางจริงในยุคหลังโควิดระบาด จากปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภามีผู้โดยสารราว 3-4 แสนคนต่อปีเท่านั้น และเมื่อมีจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 80% ของเฟสแรก ทาง UTA ก็จะลงทุนขยายการรองรับผู้โดยสารเพิ่มเติมในเฟสถัดๆ ไป ภายใต้การรองรับผู้โดยสารสูงสุด 60 ล้านคน ในสัญญาระยะเวลา 50 ปี
“บางกอกแอร์เวย์ส” มุ่งรักษากำไรฝ่าโลกรวน
ส่วนสายการบิน “บางกอกแอร์เวย์ส” ปัจจุบันให้บริการสู่ 19 จุดหมายปลายทาง ด้วยเครือข่ายเส้นทางบิน 25 เส้นทาง แบ่งเป็น เส้นทางในประเทศ 17 เส้นทาง และเส้นทางระหว่างประเทศ 8 เส้นทาง ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 จะเน้น “รักษาขนาดธุรกิจ” และ “จำนวนฝูงบิน” ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เลือกรักษาความสามารถในการทำกำไร มากกว่าการขยายธุรกิจแล้วมีค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น คงไว้เฉพาะเส้นทางที่ทำกำไรและเกิดประโยชน์สูงสุด
“บทเรียนจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การลดขนาดธุรกิจทำได้ยากกว่าการขยายธุรกิจ บริษัทจึงเลือกเดินกลยุทธ์แบบระมัดระวังหรือ Conservative”
โดยในปี 2569 บางกอกแอร์เวย์สคาดว่าจะมีเครื่องบินจำนวน 22-26 ลำ จากปีที่แล้วมี 25 ลำ ซึ่งฝูงบินปัจจุบันประกอบด้วย เครื่องบินแบบ แอร์บัส A320 จำนวน 1 ลำ แอร์บัส A319 จำนวน 11 ลำ และ ATR 72-600 จำนวน 10 ลำ โดยมีแผนสั่งซื้อเครื่องบินแบบ ATR 72-600 ใหม่จำนวน 12 ลำ ซึ่งจะรับมอบ 2 ลำแรกในไตรมาส 4 ปีนี้ และทยอยรับมอบไปจนถึงปี 2571





