“ททท.” เดินหน้าบริหารความเสี่ยงวิกฤติ “ตะวันออกกลาง” ฝ่าข้อจำกัดเส้นทางบินและน้ำมันแพง หลัง“สงครามอิหร่าน” ฉุดนักท่องเที่ยวมิดเดิลอีสต์หาย คาดลดลง 50% ช่วงสถานการณ์ยังไม่นิ่ง มุ่งเก็บตลาดนักท่องเที่ยวที่ยังเดินทางมาไทยได้ ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงทดแทน ลุ้นคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน ประเมินต่างชาติเที่ยวไทย 30-34 ล้านในคนปี 69 ลดลง 18% จากเป้าเดิม
“สงครามอิหร่าน” กินเวลานานกว่า 1 เดือนครึ่ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวจาก “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเดิมเป็นความหวังในการปั้นรายได้ตลาดต่างประเทศปี 2569 ให้เติบโตในยุคพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเต็มไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ด้วยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ใช้จ่ายในไทยเฉลี่ยเกือบ 1 แสนบาท/คน/ทริป สูงสุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นๆ และเข้ามามีบทบาทในการทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมเท่าปี 2562 ก่อนโควิดระบาด
จากการรายงานสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทย 7.52 แสนคน เพิ่มขึ้น 1.4% เทียบกับปีก่อน (ไม่รวมอิสราเอล จำนวน 4.1 แสนคน เพิ่มขึ้น 45.5%)
ขณะที่ 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 2569 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางสะสม 8.13 หมื่นคน ลดลง 20% เทียบช่วงเดียวของปีที่แล้ว เฉพาะเดือน มี.ค. หลังสถานการณ์สู้รบปะทุเมื่อ 28 ก.พ. ตรงกับช่วงถือศีลอดซึ่งถือเป็นโลว์ซีซันของตลาดนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทย จำนวน 1.24 หมื่นคน ลดลง 33% เทียบเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม ซึ่งมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบินและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
“ททท.ติดตามสถานการณ์ในเดือน เม.ย. อย่างต่อเนื่อง ถ้ายืดเยื้อและมีปัญหาราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ อาจส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม”
จับตาผล “น้ำมันแพง” กระทบแอร์ไลน์
หลังจากช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสม 9.31 ล้านคน ลดลงแค่ 2.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพราะยังได้นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ ซึ่งต้องดูว่าถ้ายังมีปัญหาราคาน้ำมันแพง อาจจะส่งผลต่อการเดินทาง ทำให้สายการบินไม่สามารถทำการบินได้ แต่ถ้าปัญหาน้ำมันแพงมีแนวโน้มเริ่มคลี่คลาย อย่างน้อยยังมีนักท่องเที่ยวจากพื้นที่ที่เดินทางได้ ทำให้ไม่เสียหายมากนัก
ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าปีนี้จะสร้างรายได้รวมจากทั้งตลาดในและต่างประเทศประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท
“การปรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีแน่นอน เพราะในสถานการณ์แบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะตั้งเป้าสูง ด้วยข้อจำกัดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่จุดที่จะเน้นคือการเพิ่มรายได้ ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ยาวขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น”
ข้อจำกัดการบินฉุดแนวโน้ม “มิดเดิลอีสต์” ร่วง 50%
นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์ความขัดแย้งนิ่งก่อน ถึงจะประเมินได้ว่าตลอดปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทยเท่าไร หลังจากปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางดี รวมประมาณ 8 แสนคน ขณะเดียวกันต้องบริหารความเสี่ยง เก็บตลาดนักท่องเที่ยวที่ยังเดินทางมาไทยได้
“เมื่อสถานการณ์นิ่ง ถึงจะประเมินได้ว่าตลอดปี 2569 มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าสายการบินยังไม่สามารถทำการบินได้แบบนี้ ก็น่าจะติดลบประมาณ 50% ในช่วงที่ยังไม่นิ่ง”
ดึงตลาดอื่นชดเชย “มิดเดิลอีสต์” เปย์หนักแสนบาทต่อทริป
สำหรับนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเฉลี่ย 9 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท/คน/ทริป และใช้จ่ายสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยนิยมเดินทางมารักษาพยาบาลในไทย แม้ปัจจุบันจะยังมีอยู่ แต่ก็ลดลงค่อนข้างมาก จุดนี้ถือเป็นความท้าทายของ ททท. ในการดึงตลาดอื่นมาทดแทน ต้องมีกิจกรรมท่องเที่ยวน่าสนใจและสามารถสร้างการใช้จ่ายคุณภาพ เพื่อให้ได้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงจากตลาดเดิมเข้ามาเติมเต็ม
“ททท.จึงได้เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ อาทิ จีน มาเลเซีย อินเดีย ซึ่งเป็นฐานตลาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตดีเพื่อเป็นตลาดทดแทน โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มีสัญญานการเติบโตเชิงบวกอย่างเห็นได้ชัดถึง 38% ในเดือน มี.ค. 2569 เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว”
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง
“แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป”
เดือน มี.ค. “ซาอุดีฯ-โอมาน” ยังเป็นบวก
สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. ตามการรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่ามีจำนวนสะสม 9,316,909 คน ลดลง 2.43% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 453,810 ล้านบาท ลดลง 1.96%
โดยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค. - มี.ค.) ปี 2569 ได้แก่ 1.จีน 1,488,713 คน 2.มาเลเซีย 959,023 คน 3.รัสเซีย 725,958 คน 4.อินเดีย 625,598 คน 5.เกาหลีใต้ 412,151 คน 6.สหราชอาณาจักร 353,527 คน 7.เยอรมนี 346,016 คน 8.สหรัฐ 320,071 คน 9.ญี่ปุ่น 307,580 คน และ 10.ฝรั่งเศส 305,448 คน
ส่วนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง 3 เดือนแรกปีนี้ ในภาพรวมทุกตลาด (ไม่รวมอิสราเอล) ติดลบ มีจำนวนรวม 81,346 คน ลดลง 19.76% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
เฉพาะเดือน มี.ค. หลังเกิดเหตุสู้รบ มีจำนวนสะสม 12,485 คน ลดลง 33.26% โดยติดลบเกือบทุกตลาด อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1,853 คน ลดลง 46.31% ส่วนคูเวต 348 คน ลดลง 83.15% ขณะที่กาตาร์ 401 คน ลดลง 78.34% ยกเว้นตลาดซาอุดีอาระเบียที่มีจำนวนเดินทางเข้าไทย 4,783 คน เพิ่มขึ้น 7.03% และตลาดโอมาน 2,129 คน เพิ่มขึ้น 75.52%
“ทีเอชเอ” มองครึ่งปีหลังทัวริสต์ Wait & See
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาด และผลกระทบรายภูมิภาค พบว่าภาพรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 ปิดตัวได้ดีตามเป้าหมาย แต่มีความกังวลอย่างมากต่อไตรมาส 2 เนื่องจากยอดจองล่วงหน้าชะลอตัว และน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนไตรมาส 3-4 ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในภาวะรอดูสถานการณ์ (Wait & See)
เฉพาะตลาดตะวันออกกลาง พบว่าผลกระทบด้านการบินสูญเสียศักยภาพการขนส่ง (Flight Capacity) ไปเกือบ 50% หรือประมาณ 120,000 ที่นั่ง เนื่องจากสายการบินหลักอย่างเอมิเรตส์, กาตาร์ แอร์เวย์ส และเอทิฮัด ได้รับผลกระทบโดยตรง





