วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ป้ายแดงยุค ‘อนุทิน 2’ เร่งควบรวม ‘วัฒนธรรม’ อัดควิกวินปลุกเศรษฐกิจ

‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ป้ายแดงยุค ‘อนุทิน 2’ เร่งควบรวม ‘วัฒนธรรม’ อัดควิกวินปลุกเศรษฐกิจ

จากแนวคิดของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ต้องการปรับโครงสร้างใหญ่ 2 กระทรวง ด้วยการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา เพื่อควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย บูรณาการร่วมกับการบริหารเสน่ห์วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ส่วนงานด้านกีฬาจะแยกออกมาดูแลเฉพาะเป็นอีกกระทรวง เบื้องต้นคาดว่าจะปรับโครงสร้างแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากรัฐบาล “อนุทิน 2” คิกออฟ

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ กล่าวภายหลังมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภายในสังกัดเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ว่า สำหรับนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยว “ภารกิจเร่งด่วน” ที่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุดคือ “การปรับโครงสร้างกระทรวง” ด้วยการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา ย้ายงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม อาจใช้ชื่อว่า “กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกตัวออกไป ทำหน้าที่ด้านกีฬา นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะนำมาซึ่งประโยชน์และความชัดเจนในระยะยาวแก่ทั้งภาคท่องเที่ยวและกีฬา

“การรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรม เช่น อาหาร ซอฟต์พาวเวอร์ เสื้อผ้าไทย เทศกาลประเพณี และโบราณสถาน มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกันและไร้รอยต่อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้าประเทศ”

โดยจะมีการตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ อาทิ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน และกำลังคน ซึ่งการดำเนินการต้องรวดเร็วแต่รอบคอบ ไม่ต้องการให้เกิดความเร่งรีบจนทิ้งปัญหาค้างคาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการรวมกระทรวงอื่นๆ

“เป้าหมายระยะยาวด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลจะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วง 4 ปีนี้ ให้กลับมามีรายได้รวม 3 ล้านล้านบาทเหมือนในปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด”

ด้วยยุทธศาสตร์มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถ “ท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน” ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ “เมืองรอง” ผ่านมาตรการส่งเสริมต่างๆ และการยกระดับ “ความปลอดภัย” ด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

“รัฐบาลมีนโยบายเน้นเป้าหมายรายได้มากกว่าจำนวนคน ไม่เน้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จะให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น และเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยจะปรับลดเป้าหมายการท่องเที่ยวของปี 2569 ลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงคราม”

สุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างจัดทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบและรับมือจากสถานการณ์ใน “ตะวันออกกลาง” ที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกทาง

สำหรับมาตรการ “กระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น” (Quick Win) กระทรวงฯ จะต้องเตรียมการและมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่าปัญหาจะรุนแรงขึ้นหลังสงกรานต์ อาทิ การฟื้นโครงการที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงโควิดระบาดอย่าง “เราเที่ยวด้วยกัน” กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า รวมถึงการนำมาตรการทางภาษีมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ การสนับสนุนการท่องเที่ยวผ่านการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในเมืองรอง ที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก ขณะเดียวกันภาครัฐเตรียมจัดโปรโมชันและมาตรการจูงใจต่างๆ อย่างต่อเนื่องสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

ด้านการผลักดันการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ” (Travel Fee) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ในอัตรา 300 บาท/คน/ครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ เพื่อนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว นำไปใช้ในการดูแลและให้บริการนักท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการเดินทาง และนำไปใช้ในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งนี้ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้กัน อาทิ “ญี่ปุ่น” ที่มีการเก็บ “Sayonara Tax” ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีแผนจะปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมนี้จาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน ซึ่งไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

“นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพ มากกว่าการเน้นเพียงจำนวนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และโดยส่วนตัวก็สนับสนุนให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย”