“สมาคมโรงแรมไทย” (THA) จัดประชุมระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับ “วิกฤตการณ์ภาคตะวันออกกลาง และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงแรมไทย” เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 เพื่ออัปเดตสถานการณ์ และผลกระทบ ประเมินแนวโน้มยอดจองห้องพักล่วงหน้า
พร้อมร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ “อนุทิน 2” ในการสนับสนุนภาคธุรกิจโรงแรม โดยมีผู้บริหารจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และตัวแทนจากเครือโรงแรมชั้นนำ อาทิ Minor, Centara, Dusit, IHG, AWC, Sono, Grand Centre Point, Landmark, สุโกศล, เอเชีย และสันธิญา รวมถึงประธานสมาคมโรงแรมจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาด และผลกระทบรายภูมิภาค พบว่าภาพรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 ปิดตัวได้ดีตามเป้าหมาย แต่มีความกังวลอย่างมากต่อไตรมาส 2 เนื่องจาก “ยอดจองล่วงหน้า” (Forward Booking) ชะลอตัว และน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนไตรมาส 3-4 ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะ “รอดูสถานการณ์” (Wait & See)
เฉพาะ “ภาคใต้” ได้รับผลกระทบจากการที่นักท่องเที่ยวอิสราเอลหายไป ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักในบางพื้นที่ เช่น เกาะพะงัน ปัญหาหลักคือ “ค่าตั๋วเครื่องบิน” ที่แพงขึ้นมาก บางเส้นทางขึ้นถึง 200% เนื่องจากการเลี่ยงน่านฟ้า และข้อจำกัดของสายการบินที่ต้องแวะต่อเครื่องในตะวันออกกลาง
“ภาคเหนือ” เผชิญวิกฤติหนักที่สุดจาก 3 ปัจจัย คือ สงครามตะวันออกกลาง, ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ที่รุนแรง และการหายไปของตลาดอิสราเอล ทำให้ยอดจองช่วงสงกรานต์เหลือเพียง 50-60% ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนๆ ที่เคยมียอดจองเต็ม
ขณะที่ “ภาคตะวันออก” ยอดจองไตรมาส 2 ลดลง 10-15% มีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น กระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทยในช่วงสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม “พัทยา” ยังคงได้รับอานิสงส์จากกลุ่มนักท่องเที่ยวรัสเซียที่ล้นมาจากภูเก็ต ด้าน “ภาคตะวันตก” ผลกระทบจากตะวันออกกลางไม่รุนแรงเท่าภาคอื่น แต่กังวลเรื่องพฤติกรรมการจองแบบนาทีสุดท้าย (Last minute) และราคาน้ำมันที่กระทบตลาดในประเทศ
พื้นที่ “ภาคกลาง” เช่น นครนายก พบว่าตลาดประชุมสัมมนาจากภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจากการเลื่อนหรือยกเลิกการใช้งบประมาณ ส่วน “กรุงเทพฯ” ยอดจองช่วงสงกรานต์ยังต่ำกว่าปีที่แล้ว และกลุ่มลูกค้าไมซ์ (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และงานแสดงสินค้า) ยังไม่ตัดสินใจจองสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง
ด้านตัวแทนผู้บริหารจาก ททท. ได้สรุปภาพรวมและแนวโน้มตลาดกลุ่มเป้าหมายหลักว่า “ตลาดยุโรป” ในช่วง “เทศกาลอีสเตอร์” ยังไม่มีการยกเลิกการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการจองล่วงหน้าไว้แล้ว ยกเว้นกลุ่มที่ต้องบินผ่านตะวันออกกลางซึ่งอาจมีการเปลี่ยนเส้นทาง (Reroute) หรือยกเลิกเพื่อไปที่อื่นแทน ส่วนแนวโน้มหลังอีสเตอร์พบว่าการจองล่วงหน้าชะลอตัวลงอย่างมาก ตลาดอยู่ในสภาวะ Wait & See ประกอบกับเริ่มเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันของไทยด้วย
“แม้เดือน มี.ค. ตลาดยุโรปจะได้รับผลกระทบจากสงครามจนยอดลดลงไป 6% แต่ภาพรวมทั้งไตรมาส 1 ยังคงเป็นบวกอยู่ที่ 4% (รวมอิสราเอล)”
เมื่อเจาะลึกรายประเทศ พบว่า “รัสเซีย” ยังคงเป็นตลาดอันดับ 1 ของภูมิภาคยุโรปที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด ส่วน “สหราชอาณาจักร” ยอดจองยังคงอยู่ในแดนบวก ต่างจาก “เยอรมนี” ที่มียอดลดลงในเดือนมี.ค. แต่เริ่มฟื้นตัว กลับมาเดินทางเฉลี่ย 3,000 คน/วัน ด้าน “ฝรั่งเศส” ชะลอตัวลงเนื่องจากมีการเลือกตั้งภายในประเทศ และ “โปแลนด์” เป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง และเติบโตแรง ขณะที่ตลาดกลุ่มประเทศ CIS โดยเฉพาะ “คาซัคสถาน” มียอดการจองกลับมาเป็นบวกเนื่องจากการเปิดเที่ยวบินตรงของแอร์เอเชีย และแอร์อัสตานา
“ตลาดตะวันออกกลาง” พบว่าสถานการณ์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังมีความเปราะบางและมีการเตือนภัยวันละ 2-3 ครั้ง โรงเรียนเริ่มปรับการเรียนเป็นแบบทางไกล โดยผลกระทบด้านการบิน สูญเสียศักยภาพการขนส่ง (Flight Capacity) ไปเกือบ 50% หรือประมาณ 120,000 ที่นั่ง เนื่องจากสายการบินหลักอย่าง Emirates, Qatar และ Etihad ได้รับผลกระทบโดยตรง
ด้าน “ตลาดแอฟริกา” ทาง ททท.มองว่าเป็นตลาดชดเชยที่มีศักยภาพในการเข้ามาช่วยรักษาสมดุลในช่วงที่ตลาดตะวันออกกลางลดลง ส่วน “ตลาดอเมริกา” เป็นตลาดที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง ไม่มีการยกเลิกการเดินทาง (No Cancellation) และกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งแบบซีรีส์ทัวร์ และกลุ่ม MICE ยังคงเดินทางตามกำหนดเดิม
ทั้งนี้ในช่วงปลายปีซึ่งเข้าสู่ตารางบินฤดูหนาว 2569/2570 จะมี “สายการบิน” เปิดเส้นทางบินใหม่เข้าไทย เช่น สายการบิน “LOT Polish Airlines” เริ่มบินตรง เส้นทาง วอร์ซอ-กรุงเทพฯ ในวันที่ 26 ต.ค.2569 ความถี่ 5 เที่ยวบิน/สัปดาห์ สายการบิน “Virgin Atlantic” เตรียมเปิดบิน เส้นทาง ลอนดอน-ภูเก็ต ในเดือนต.ค. 2569 ความถี่ 3 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ขณะที่ตลาดเบลารุส เตรียมปรับจากเที่ยวบินเช่าเหมาลำเป็นเที่ยวบินประจำมายังอู่ตะเภา และภูเก็ตในช่วงปลายปีนี้
โดย “กลยุทธ์หลัก” ของ ททท. ในตอนนี้คือ การเปลี่ยนเป้าหมายจากปริมาณ (Volume) มาเน้นมูลค่า (Value) โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Luxury, Wellness, Medical และ Long Stay เพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงจากข้อจำกัดด้านสายการบิน
เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมมองว่าตลาดที่มีศักยภาพ ในพื้นที่ระยะใกล้ (Short-haul) ได้แก่ จีน และอินเดีย เป็นกลุ่มหลักที่จะเข้ามาทดแทน นอกจากนี้ยังมีเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ไต้หวัน และมาเลเซีย โดยเฉพาะกลุ่มขับรถข้ามพรมแดนในภาคใต้ ส่วนตลาดพื้นที่ระยะไกล (Long-haul) มองว่าสหรัฐยังคงเดินทางต่อเนื่อง ไม่ยกเลิก รวมถึงกลุ่มประเทศนอร์ดิก, รัสเซีย, กลุ่มประเทศ CIS และออสเตรเลีย
ภายใต้ “กลยุทธ์การดำเนินงาน” ซึ่งเน้น 4 กลยุทธ์ ได้แก่
1.ตั้งรับ (Defensive) รักษาฐานลูกค้าเดิมด้วยนโยบายที่ยืดหยุ่น (Flexibility) ทั้งเรื่องการจอง และการยกเลิก และรุกเข้าหาลูกค้ากลุ่ม MICE อย่างใกล้ชิด
2.ปรับทิศ (Adjust Direction) ปรับส่วนผสมนักท่องเที่ยว (Nationality Mix) ใหม่ โดยหันไปเน้นตลาดที่ยังเดินทางได้สะดวกและไม่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการบิน
3.เพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) เน้นการเพิ่มมูลค่า (Add Value) และสร้างประสบการณ์ที่ดีแทนการลดราคา รวมถึงเสนอให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาความล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง และ
4.เร่งการฟื้นตัว (Recovery Plan) เตรียมแผนการฟื้นตัวทันทีที่สถานการณ์การบินกลับสู่ภาวะปกติ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ สมาคมยังมี “ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ” รวม 8 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.ประวิงเวลาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าประเทศ (ค่าเหยียบแผ่นดิน) ออกไปก่อนเนื่องจากต้นทุนการเดินทางสูงอยู่แล้ว
2.เร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 อย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยเฉพาะในภาคเหนือ
3.ทบทวนนโยบายวีซ่า เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความสะดวกในการเข้าเมือง และการคัดกรองกลุ่มมิจฉาชีพ
4.ลดค่าพลังงาน และราคาน้ำมัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ และการเดินทางข้ามจังหวัด
5.มาตรการกระตุ้น “ไทยเที่ยวไทย” เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส หรือการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนรถบัสท่องเที่ยว
6.สนับสนุนงบประมาณจัดประชุมสัมมนาภาครัฐ ภายในประเทศ และให้สิทธิประโยชน์กับภาคเอกชนที่จัดงาน
7.สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงพื้นที่ท่องเที่ยวโดยตรง
8.การเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันที่ซบเซา
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





