จากผู้บุกเบิกตลาดนมทางเลือก ปัจจุบัน “ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์” สร้างแบรนด์ “137 ดีกรี®” (137 Degrees®) จนเติบโตและกลายเป็น “ผู้นำตลาด” อย่างแข็งแกร่ง
ผลลัพธ์ของการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ปี 2568 บริษัทผลักดันรายได้เติบโตถึง 30% ส่วนปี 2569 นอกจากแบรนด์เรือธง อีกแบรนด์ที่จะเห็นการเดิมเกมรุกคือ “โฮลี่ นัทส์®” (Wholly Nuts®) สินค้าที่จะเจาะคนรุ่นใหม่ รวมถึงขยายตลาดสู่กลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร (HoReCa) รับเทรนด์คาเฟ่มาแรง
อริสา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ และ ธนภูมิ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด ฉายภาพใหญ่ของตลาดนมทางเลือกในกลุ่มข้าว ถั่ว ธัญพืช และเมล็ดหรือ RNGS ปี 2568 มีมูลค่าตลาดประมาณ 2,500 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 2 หลัก และแนวโน้มปี 2569 คาดการณ์ขยายตัวต่อเนื่อง จากหลากปัจจัย ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันเหจากนมวัวมาดื่มนมทางเลือก การมี “ผู้เล่นหน้าใหม่” เข้ามาเบ่งขุมทรัพย์ให้ใหญ่ขึ้น แบรนด์ต่างๆออกสินค้าใหม่ เน้นนวัตกรรมและคุณประโยชน์เพื่อตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย
“หากมองแนวโน้มตลาดนมทางเลือก RNGS ใน 3-5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 2 หลักอยู่”
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ปี 2569 บริษัททุ่มงบลงทุนหลัก “ร้อยล้านบาท” เพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้าเป็น 3.6 ล้านลิตต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 1 ล้านลิตรต่อปี รวมถึงจัดกิจกรรมการตลาดเชิงรุก สื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้มีสีสันมากขึ้น ล่าสุดคือการปลุกแบรนด์ “โฮลี่ นัทส์®” เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ดึง “บิวกิ้น” เป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมนำโฉมหน้าศิลปินไปอยู่บนบรรจุภัณฑ์สินค้า เพื่อสื่อสารถึง “แฟนด้อม” ที่ทรงพลังในโลกการตลาดอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ มองการสร้างโอกาสขยายฐานลูกค้า “โฮลี่ นัทส์®” ไปยังกลุ่ม HoReCa ด้วย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงสินค้าได้ง่าย ประกอบกับร้านเครื่องดื่ม คาเฟ่ต่างๆ มีการใช้ผลิตภัณฑ์นมทางเลือกเป็นส่วนผสมเมนูต่างๆมากขึ้น และ “บิวกิ้น” จะเป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงกว้างหรือ Mass ยิ่งขึ้น
สำหรับนมทางเลือก“137 ดีกรี®” มีฐานลูกค้าหลักวัยเริ่มต้นทำงาน ปัจจุบันขยายฐานกว้างขึ้นทุกกลุ่มวัย ส่วน“โฮลี่ นัทส์®” มองลูกค้าเป้าหมายคนรุ่นใหม่ เจนซี(GenZ) หรืออายุ 18-35 ปี
“ส่วนหนึ่งของการทำตลาดเชิงรุกในปีนี้ เพราะนมทางเลือกมีผู้เล่นใหม่ๆ แบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาค่อนข้างมาก การที่บริษัทจะเติบโตอย่างธรรมชาติหรือออแกนิกในวันนี้ไม่เพียงพอ อีกทั้งโจทย์ของเราในฐานะผู้นำตลาด คือการรักษาการเป็นเบอร์ 1 และมีส่วนทำให้พายหรือขนาดของตลาดนมทางเลือกใหญ่ขึ้น”
จากการทำตลาดในปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้ายอดขายเติบโตอัตรา 2 หลัก จากปีก่อน ปิดยอดขายประมาณ 800 ล้านบาท โดยสินค้าของ “ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์” ยังเป็น “ผู้นำตลาด” ครองส่วนแบ่ง 49%
นอกจากตลาดในประเทศ บริษัทยังส่งออกไป 40 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากสินค้ามีเชลฟ์ไลฟ์อยู่ได้ 1 ปี แต่อีกด้านเผชิญอุปสรรคการค้า โดยเฉพาะการส่งสินค้าไปยังตลาดเป้าหมายที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากค่าขนส่ง น้ำมันแพง
สำหรับตลาดส่งออกหลักๆอยู่ในเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง อย่างหลังมี 4 ประเทศที่ค้าขายอยู่ แต่ไม่สามารถส่งสินค้าได้ เนื่องจากปิดช่องแคบฮอร์มุซ จึงต้องติดตามสถานการณ์ หารือกับคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง หากทุกอย่างปกติ บริษัทพร้อมส่งสินค้าทันที
จากต้นทุนสูงขึ้น บริษัทยืนยันยังไม่ขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากบริหารจัดการวัตถุดิบล่วงหน้า 6-9 เดือน มุ่งจัดการภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เช่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สัดส่วน 35% และ 3 ปีก่อน บริษัทเคยขึ้นราคาสินค้าจาก 25 บาท เป็น 29 บาท หรือเพิ่ม 30% ส่งผลให้ยอดขายลดลงทันที แต่เกิดขึ้นระยะเวลาสั้นจากนั้นเข้าสู่ภาวะปกติ
“นมทางเลือกได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางเช่นเดียวกับสินค้าอื่น เพราะการผลิต ขนส่งสินค้าล้วนมาจากพลังงาน ตอนนี้ต้นทุนค่าขนส่งทางเรือหรือเฟรท บรรจุภัณฑ์พลาสติก เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และราคาผันผวนมาก เปลี่ยนทุกวัน จึงต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด ส่วนการขึ้นราคาเป็นไปได้ยาก เพราะจะกระทบต่อดีมานด์ คู่ค้า และผู้บริโภค และแบรนด์ไม่ต้องการใช้วิกฤตินี้ในการขึ้นราคาสินค้า”
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการทำธุรกิจ12 ปี ยอมรับว่าไม่มีปีไหนที่ง่าย มีโจทย์ให้แก้ตลอด เพราะสถานการณ์ข้างนอกเปลี่ยน
“การทำธุรกิจเหมือนเล่นเกมที่มีโจทย์ให้แก้ปัญหาตลาด ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันมากขึ้น”





