‘ฉัตรชัย’ รองประธาน ‘สมาคมผู้ค้าปลีกไทย’ ชี้วิกฤติตะวันออกกลาง น้ำมันแพง คือ ‘Game Changer’ เปลี่ยนโลกธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องปรับเพื่อรอด อย่าโหยหาสิ่งเดิมๆ แนะภาครัฐเร่งสร้างดีมานด์ สร้างงานให้คนมีรายได้ อัปสกิลเพื่อให้คนมีรายได้สูงขึ้น รับมือภาวะต้นทุนค่าครองชีพพุ่ง
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวในงานเสวนา ROUND TABLE "ฝ่าวิกฤติพลังงาน ทางรอดประเทศไทย" จัดโดย โพสต์ทูเดย์ เครือเนชั่น เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ว่า เวลาเกิดวิกฤติต่างๆ ภาคค้าปลีกคือปลายท่อ กว่าผลกระทบจะมาถึงภาคค้าปลีกใช้เวลา 3-6 เดือน พอเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลางเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ผ่านไปแล้ว 1 เดือน โดยปกติแล้วกลุ่มธุรกิจโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) จะมีสต็อกสินค้า 30-60 วัน ขณะที่ซัพพลายเออร์เองก็ควรจะมีสต็อกราว 30-60 วันเช่นกัน มันไม่ควรจะบอกว่าไม่มีวัตถุดิบในการผลิต มันไม่ควรเป็นไปได้
“ในมุมผู้ประกอบการ เราไม่ค่อยกังวลว่าราคาน้ำมันจะเป็นยังไง เราขออย่างเดียวคือ ขอให้รัฐบาลบอกเราตรงๆ ว่าจะขึ้นราคาน้ำมันเท่านี้ และขึ้นเป็นสเต็ปแบบนี้ เราจะได้ปรับตัวได้ทัน อย่าให้เราช็อตฟีลเลย เพราะอยู่ๆ มาบอกว่าไม่ขึ้นราคาน้ำมัน จะตรึงเอาไว้ แต่พอวันนึงมาขึ้นราคาตูมเดียว 6 บาทต่อลิตร มันช็อก”
“ผมมองว่าผู้ประกอบการไทยมีพันธุ์พิเศษหลังจากผ่านวิกฤติมามาก โดยเฉพาะโควิด-19 ก็ยังผ่านมาได้ แต่ด้วยผลกระทบจากวิกฤติต่างๆ ที่สะสมมานาน จะทำให้วิกฤติสงครามรอบนี้เป็นเกมเชนเจอร์ (Game Changer) ทั้งหมด จากเทิร์นนิงพอยต์ (Turning Point) หลายๆ จุด”
นายฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์หลายๆ อย่างหลังเกิดเหตุสู้รบในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ อะไรที่ควบคุมไม่ได้ก็ควรปล่อยวาง แล้วไปทำในสิ่งที่ควบคุมได้ดีกว่า เช่น การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างอื่น การปรับกระบวนการขนส่ง รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานที่ผู้ประกอบการต้องมุ่งอัปสกิลและรีสกิลต่อเนื่อง
ส่วนประเด็นความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนสินค้าในอนาคต ถ้าเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทางกระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มสินค้าทดแทนได้ มองว่าอาจเป็นโอกาสของแบรนด์รองที่จะเข้ามาเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในช่วงวิกฤตินี้ที่ทำให้ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) หายไประดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังไม่เชื่อว่าสินค้าจะขาดแคลนทั้งหมด เพราะตอนนี้มีแบรนด์ให้เลือกจำนวนมากในตลาด
“สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เราจะบอกว่าอยากได้ราคาน้ำมัน 30 บาทต่อลิตรเหมือนเดิม มันเป็นไปไม่ได้ หากน้ำมันขึ้นเป็น 50 บาทต่อลิตรในอนาคต ก็ต้องยอมรับมัน สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐคือต้องพยายามสร้างดีมานด์ สร้างงานให้คนมีรายได้ อัปสกิลเพื่อให้คนมีรายได้สูงขึ้น เราอย่าไปโหยหากับความเหมือนเดิม มันไม่มี แต่ต้องมาตั้งคำถามว่าถ้าน้ำมันขึ้นไป 40-50 บาทต่อลิตรแล้ว ประชาชนจะรับมือกับมันอย่างไรดีกว่า”





