“นาม-สุรนาม” เจ้าของนมถั่วเหลือง “โทฟุซัง” เจอวิกฤติซ้ำซ้อน หลังซัพพลายเออร์-คู่ค้าผลิตแพ็กเกจจิ้งบีบให้ยกเลิกใบสั่งซื้อเดิม พร้อมเปิดออเดอร์ใหม่ในราคาสูงกว่าเดิม 40% ชี้ หลังจากนี้ภาคธุรกิจเดินหน้าสู่ภาวะ “Safety Stock” แห่กักตุนสินค้าลดความเสี่ยง หวั่นเกิด “Panic Effect” ลามทั้งระบบ
ยังต้องจับตาดูกันต่อเนื่องสำหรับภาวะต้นทุนสูงในภาคธุรกิจร้านอาหาร นอกจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้นไปเรียบร้อย ต้นทุนพลาสติกก็เป็นอีกส่วนสำคัญ ทั้งการใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับลูกค้าซื้อกลับบ้านและลูกค้าทางเดลิเวอรี่ ยิ่งเป็นแบรนด์ที่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งมอบสินค้าแบบ 100% ยิ่งได้รับแรงกระแทกมากกว่าใครๆ อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า สารตั้งต้นที่นำมาใช้ทำพลาสติกมีส่วนประกอบหลักจากน้ำมัน เมื่อน้ำมันแพง พลาสติกก็แพงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“โทฟุซัง” (Tofusan) คือหนึ่งในแบรนด์ที่ออกมาสื่อสารตรงๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดย “นาม-สุรนาม พานิชการ” เจ้าของและผู้ก่อตั้งโทฟุซังได้พูดถึงสถานการณ์ล่าสุดที่ต้องเผชิญกับการปรับขึ้นราคาของซัพพลายเออร์-คู่ค้าพลาสติก ระบุว่า ถูกบีบให้ยกเลิกใบสั่งซื้อ (PO) เดิมที่เซ็นไว้ตั้งแต่ 3-4 เดือนก่อนหน้า แล้วเปิดคำสั่งซื้อใหม่ด้วยราคาที่สูงกว่าเดิมถึง 40% ไม่อย่างนั้นบริษัทจะไม่ได้สินค้าตามที่สั่งซื้อไว้
“นาม” ให้ความเห็นว่า ตอนนี้หลายคนอาจยังไม่รู้สึกถึงผลกระทบจากสงครามนอกจากราคาน้ำมันแพง แต่โดมิโนลูกใหญ่ที่กำลังจะตามมาอีกไม่ช้าหนักหนากว่าที่คิดไว้มาก ภาคธุรกิจจะเริ่มเข้าสู่ช่วง “Safety Stock” วัตถุดิบในหลายๆ อุตสาหกรรมหมดลง เพราะคนแห่ไปกักตุนสต๊อกไว้มากๆ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นทุกอย่างจะเริ่มปรากฏชัด ตั้งแต่วัตถุดิบหลัก บรรจุภัณฑ์ รวมถึงต้นทุนแฝงที่อยู่ในระบบ
สำหรับ “โทฟุซัง” กำลังเผชิญกับปัญหาต้นทุนแพ็กเกจจิ้ง เดิมทีมีการเตรียมล่วงหน้าไว้แล้วอย่างน้อย 3 เดือน แต่ถึงเวลากลับมีซัพพลายเออร์บางเจ้าแจ้งว่า ขณะนี้เม็ดพลาสติกไม่เพียงพอต่อการผลิต ไม่ได้เตรียมของไว้ กลายเป็นลูกค้าต้องเป็นฝ่ายรับภาระ เพราะได้รับการยืนยันว่า ถ้าไม่เปิดคำสั่งซื้อใหม่ก็จะไม่สามารถส่งของให้ได้ พร้อมกับเงื่อนไขราคาที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม 40%
จะให้เปลี่ยนซัพพลายเออร์กะทันหันก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีการวางระบบกระบวนการผลิตไว้แล้วทุกอย่าง หากต้องเปลี่ยนจริงๆ ใช้เวลาอีกหลายเดือนแน่นอน “นาม” ระบุว่า สถานการณ์เช่นนี้เหมือนผู้ประกอบการกำลังถูกบีบกลายๆ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้และต้องแบกรับกันต่อไป แม้ภายในจะมีการพูดคุยเรื่องการปรับขึ้นราคาสินค้าไปแล้ว มองว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม แต่การผลักภาระกันไปมาระหว่างในกลุ่มคู่ค้า จะยิ่งทำให้เกิดภาวะ “Panic Effect” ลามไปทั้งระบบได้
-นาม-สุรนาม พาณิชการ เจ้าของและผู้ก่อตั้งโทฟุซัง-
ทั้งนี้ “นาม” เคยให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจไว้ก่อนหน้านี้ว่า ต้นทุนวัตถุดิบส่วนของถั่วเหลืองเกินกว่า 80% เป็นการนำเข้าจากประเทศแคนาดาและฝรั่งเศส ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนส่วนนี้ได้ ฝั่งของวัตถุดิบที่ต้องใช้น้ำมันหรือเม็ดพลาสติกเป็นส่วนประกอบหลัก วิงวอนอย่าใช้โอกาสนี้ในการขึ้นราคา อาจมีการปรับขึ้นราคาให้สอดคล้องไปกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงได้
เมื่อถามถึงการขึ้นราคาสินค้า “นาม” มองว่า ยังไม่ควรพูดถึงการขึ้นราคาในขณะนี้ เชื่อว่า โอกาสที่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นแล้วไปลงเอยที่การปรับราคาน่าจะยังไกลตัวเกินไป ถ้าพูดไปคนจะกลัว พอคนเริ่มกลัวเศรษฐกิจจะถดถอย ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้นแบบอัตโนมัติ มองว่า ควรพูดในเชิง “Best Case Scenario” มองไปข้างหน้าว่า ความขัดแย้งจะจบลงโดยเร็ว กังวลได้ แต่ถ้าสร้างความกลัวให้ผู้คนภาพรวมจะยิ่งสร้างผลกระทบเชิงลบมากขึ้นไปอีก
“โทฟุซัง” ในฐานะผู้ประกอบการและโรงงานผลิตน้ำเต้าหู้ ยืนยันยังตรึงราคาเช่นเดิม อยากขายราคาที่เหมาะสม และเชื่อว่า ราคาปัจจุบันถูกต้องเหมาะสมดีแล้ว ขายราคานี้จนกว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งในระยะเวลา 3 เดือนหลังจากนี้ เชื่อว่า ยังไม่มี
อย่างไรก็ตาม หลังจากกรณีซัพพลายเออร์เม็ดพลาสติกปรับขึ้นราคากว่า 40% “นาม” ยังยืนยันเรื่องการตรึงราคาเช่นเดิม และจะพยายามรักษาระดับราคานี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้





