ในวันที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ จากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ชนวนใหญ่ "สงครามอิหร่าน" ที่ร้อนระอุอยู่ในเวลานี้ กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยชะลอตัวต่อเนื่อง หากปัจจัยเหล่านี้ยังยืดเยื้อ จะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อ หรือภาคการบริโภค ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกไทย
ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ประเมินระยะสั้น (ภายใน 12 เดือน) “กำลังซื้อ” ยังอยู่ในภาวะเปราะบางและหดตัว! โดยมีแรงกดดันจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของ GDP ผลจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการทำแคมเปญการตลาดเชิงรุกของภาคเอกชนยังช่วยพยุงการบริโภคได้
"ดังนั้นในระยะสั้น รัฐควรเร่งออกมาตรกระตุ้นกำลังซื้ออย่างเร่งด่วน เช่น มาตรการคนละครึ่ง"
ในระยะกลาง (1-3 ปี) ข้อมูลจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดว่า GDP ไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2% และอาจต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไปในการฟื้นตัว โดยอาศัยแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต การฟื้นตัวของภาคบริการ
ขณะที่ระยะยาว (3-5 ปีขึ้นไป) สถานการณ์ “กำลังซื้อ” จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการยกระดับรายได้ของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี หรือ เอไอ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ประกอบด้วย ทักษะแรงงาน การพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ รวมถึงให้ความสำคัญกับสินค้า “Made in Thailand” มากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดศักยภาพการเติบโตของค้าปลีกไทยในระยะยาว
ค้าปลีกไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้านมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ค่าพลังงานที่ผันผวน ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน การไหลเข้าของสินค้านำเข้าไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงปัญหาธุรกิจนอมินี ส่งผลกระทบตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งมีมากกว่า 3.2-3.3 ล้านรายทั่วประเทศ
“ปี 2569 คาดว่าภาคค้าปลีกยังคงเติบโตได้ แต่มีแนวโน้มชะลอลง! หรือเติบโตประมาณ 2% เมื่อเทียบกับ GDP ไทย ที่ กกร. คาดการณ์ขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6-2.0% ผลจากแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกอบกับกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่”
แม้ตลาดเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ยังมีสัญญาณบวกเชิงโครงสร้าง จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวสะสมตั้งเดือน ม.ค.อยู่ที่ 8.5 ล้านคน รวมถึงการเติบโตของสินค้า House Brand และ Value Segment การขยายตัวของช่องทาง Omni-channel และ Digital Commerce การจัดแคมเปญร่วมภาครัฐ-เอกชน เช่น โครงการลดค่าครองชีพ
ผู้บริโภคทุกระดับคิดก่อนจ่ายเน้น “คุ้มค่า” สู่ยุค “Value Conscious Consumption”
ณัฐ ฉายภาพต่อว่า สถานการณ์ตลาดขณะนี้ยังทำให้พฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคชาวไทยกำลังเข้าสู่ยุคของ “Value Conscious Consumption” อย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้นกว่าการตัดสินใจจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าการตัดสินใจซื้อจะให้ความสำคัญกับ “ราคาและโปรโมชัน” เป็นปัจจัยหลัก และพฤติกรรมหลักที่เห็นชัด ได้แก่การหันมาเลือกสินค้า House Brand และ Second-tier brands มากขึ้น การวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า “ซื้อเมื่อมีโปรโมชัน” การใช้ Omni-channel เพื่อเปรียบเทียบราคาและความคุ้มค่า
แม้กลุ่มผู้บริโภคระดับ “กลาง-บน” ยังคงมีกำลังซื้อ แต่พบว่ามีความ “Selective Spending” มากขึ้นเช่นกัน โดยเน้น Experience และ Emotional Value มากกว่าการซื้อเชิงปริมาณ
ชี้เทรนด์ค้าปลีกโตแบบ “Selective Growth”
โดยช่วง 1-3 ปีข้างหน้า “ค้าปลีกไทย” จะเติบโตในลักษณะ “Selective Growth” หรือการเติบโตแบบ “เลือกกลุ่ม-เลือกเซกเมนต์” มากขึ้น ไม่ใช่การเติบโตทั้งระบบเหมือนในอดีต โดยกลุ่ม “Value” และ “Mass” จะเติบโตได้ดี จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น ท่ามกลางภาระค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้สินค้า House Brand สินค้าราคาเข้าถึงง่าย และโปรโมชันเชิงมูลค่า (Value-driven promotion) กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด
ส่วนกลุ่ม “Premium” จะเติบโตจากกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวและลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลัก ซึ่งได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึง “กลุ่มลูกค้าระดับบน” ที่ยังคงมีกำลังซื้อ แต่เน้นการใช้จ่ายแบบเลือกซื้อ และให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากขึ้น
ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็วและทันท่วงที โดยเฉพาะด้าน Digital, Data และ Efficiency จะมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน ด้วยการใช้ข้อมูลลูกค้า (Data Analytics) เพื่อทำ Personalization รวมถึงการบริหารสต็อก และซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพ การพัฒนา Omni-channel เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งยอดขายและความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยเร่ง "ค้าปลีก" ปรับตัว
เช่นเดียวกัน หากมองภาพเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ใน “จุดเปลี่ยน” จากเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยีและข้อมูล (Data-driven Economy) ความยั่งยืน (Sustainability) การเชื่อมโยงภูมิภาค (Regional Integration)
ธุรกิจค้าปลีก จำเป็นต้องเร่งปรับตัวใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ Data & Personalization ใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล Cost Efficiency & Supply Chain Resilience เพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของต้นทุน และ Sustainable Retail ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
"จุดเปลี่ยนสำคัญของภาคค้าปลีกไทย ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ‘รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือน’ ซึ่งเป็นฐานของกำลังซื้อ หากกำลังซื้อฐานรากยังไม่ฟื้น การเติบโตจะยังเป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้นจากเทศกาลหรือโปรโมชัน ขณะที่ผู้ค้าปลีกทั้งรายใหญ่ รายเล็ก ยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุน การเข้าถึงเทคโนโลยี ดังนั้นการยกระดับค้าปลีกไทยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ผลักดันการเติบโตที่มีเสถียรภาพในระยะยาว"
S-Curve ใหม่ “Lifestyle & Value Integrator”
ณัฐ มองอีกว่า อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยใน 3-5 ปีข้างหน้า จะก้าวข้ามการขายสินค้าแบบเดิมไปสู่การเป็น “Lifestyle & Value Integrator” ผ่าน 5 แกนหลัก เป็น New S-Curve ของค้าปลีกไทย
แกนที่หนึ่ง Seamless Omni-channel & AI-Driven Commerce ไม่ใช่แค่มีออนไลน์และหน้าร้าน แต่ใช้ AI วิเคราะห์ Data เพื่อส่งมอบ “Personalized Experience” ให้ลูกค้าชอปปิงได้ทุกที่ทุกเวลาแบบไร้รอยต่อและแม่นยำรายบุคคล
แกนที่สอง Retail-tainment & Experience Ecosystem เปลี่ยนห้างร้านและศูนย์การค้าจาก “Place to Buy” เป็น “Place to Live” เน้นสร้างประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ เป็น Lifestyle Destination ตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกมิติ
แกนที่สาม Tourism & Cross-Border Retail ยกระดับค้าปลีกไทยให้เป็น “Shopping Paradise” ของโลก เชื่อมโยงกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวผ่านสิทธิประโยชน์และบริการระดับ Global Standard เพื่อดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
แกนที่สี่ Value-Based & Sustainable Innovation เน้นสินค้ากลุ่มคุณภาพที่มีนวัตกรรมและ Storytelling ควบคู่ “กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อโลก” ตอบรับเทรนด์การบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบและใส่ใจตัวเองของผู้บริโภคยุคใหม่
แกนที่ห้า Health, Well-being & Silver Economy Integration ท่ามกลางการขยายตัวของสังคมสูงวัย ผลักดันให้สินค้าและบริการด้านสุขภาพและเวลเนสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจค้าปลีกในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม “สมาคมผู้ค้าปลีกไทย” เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเชิงรุก เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและยกระดับศักยภาพประเทศ ได้แก่ Instant VAT Refund 7% คืนภาษีทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท พิจารณาลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ (Luxury Import Tax) จากปัจจุบันอยู่ที่ 20-30% เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น การนำร่อง Free Trade Zone ในเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต
มาตรการเหล่านี้จะช่วยผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ “Shopping Paradise” ของภูมิภาค เพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในระยะยาวอย่างยั่งยืน





