วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

สินค้ายังไม่ขึ้นราคา หวั่นยอดขายตก จับตาหลังสงกรานต์ อาจอั้นไม่ไหว

สินค้ายังไม่ขึ้นราคา หวั่นยอดขายตก จับตาหลังสงกรานต์ อาจอั้นไม่ไหว

ย้ำต่อเนื่่อง สินค้ายังไม่ขึ้นราคา ทั้งนมทางเลือก เสื้อผ้าแฟชั่น ถุงยางอนามัย สินค้าจำเป็น เหตุกังวลยอดขายตก บางหมวดเป็นสินค้าควบคุม ขึ้นราคาเองไม่ได้ ต้องให้รัฐไฟเขียว

“สินค้าขึ้นราคา” ถือเป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง เพราะจะกระทบค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ท่ามกลางต้นทุนน้ำมันแพง แพ็คเกจจิ้งราคาขยับขึ้น สินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ทั้งหมวดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผลิตภัณฑ์นมทางเลือก เสื้อผ้าแฟชั่น แม้กระทั่งถุงยางอนามัย ออกมาการันตีหนักแน่นยังไม่ขึ้นราคา แม้อีกด้านจะระบุไม่ได้ว่าการกัดฟันตรึงราคาจะทำได้นานแค่ไหน

กรุงเทพธุรกิจ ชวนฟังเหตุผลของภาคธุรกิจ ผู้ผลิตสินค้าจำเป็น ผู้จัดจำหน่ายและกระจายสินค้า รวมถึงร้านค้าปลีก ถึงสถานการณ์ผลกระทบต้นทุนที่สูงขึ้น และทิศทางการขึ้นราคาสินค้าในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ย้อนไปสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจ สอบถามผู้ผลิตสินค้าทั้งบะหมี่ฯ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ถึงแผนการขึ้นราคาสินค้า ได้รับคำตอบแน่นหนักว่าไม่มีแผน อีกด้านสินค้าจำเป็นเหล่านี้เป็นสินค้าที่ถูกควบคุมราคาโดยกรมการค้าภายใน การจะปรับขึ้นราคาเองไม่สามารถทำได้ ต้องขออนุญาต ดังนั้นอาจผ่อนปรนความกังวลใจของผู้บริโภค ณ จุดนี้ได้บ้าง

ส่วนน้ำอัดลม เป็นสินค้าที่เฝ้าระวังหรือ Watch list จะขึ้นสินค้าต้องแจ้งรัฐก่อน แต่ผู้ประกอบการมองว่านี่ไม่ใช่ห้วงเวลาซ้ำเติมผู้บริโภค ทนแบกภาระได้ 1-2 เดือน จากนั้นค่อยมาคำนวณต้นทุนอีกระลอก เพราะหลายอย่างเป็น “ต้นทุนใหม่” ทั้งค่าขนส่ง ค่าแพ็คเกจจิ้ง เป็นต้น

ล่าสุด กรุงเทพธุรกิจ สอบถามหมวดสินค้าอื่นๆเพิ่มเติม รวมถึงร้านค้าปลีกถึงแนวโน้มในระยะอันใกล้ ต้องจับตาราคาสินค้าอย่างไร

นางสาวอริสา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดนมทางเลือก 137ดีกรี และโฮลี่ นัทส์ ให้มุมมองเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานพุ่ง และถือเป็นสารตั้งต้นของหลายอย่างทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติก การขนส่ง รวมถึงบริษัทมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ภาพรวม “ต้นทุนการผลิตสินค้าพุ่งสูงขึ้นมาก”

เบื้องต้น บริษัทต้องบริหารจัดการภายในองค์กรเข้มข้น เพื่อไม่ให้เกิดการผลักภาระ “ราคาสินค้า” ไปให้ผู้บริโภค แม้ผลิตภัณฑ์นมจะไม่ใช่สินค้าควบคุม แต่การขึ้นราคามักมีผลกระทบต่อความต้องการ(ดีมานด์)ของผู้บริโภค เหมือน 3 ปีก่อน บริษัทขึ้นราคาสินค้าจาก 25 บาท เป็น 29 บาท หรือเพิ่มราว 30% เพราะต้นทุนพุ่งรุนแรง ส่งผลให้ยอดขายตกเป็นระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นกลับสู่สภาวะขายปกติ

“แบรนด์เราไม่ต้องการใช้วิกฤตินี้ในการขึ้นราคาสินค้า”

นายวรัญญู ดารารัตนโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและทำตลาดถุงยางอนามัยสัญชาติไทยแบรนด์“วันทัช”(ONE TOUCH) กล่าวว่า การสู้รบในตะวันออกกลางกระทบต้นทุนการผลิตสินค้า เช่น ประเทศไทยที่ค่าขนส่งเพิ่ม 20% จากน้ำมันขยับ 6 บาทต่อลิตร แต่บริษัทไม่มีแผนจะขึ้นราคาแต่อย่างใด 

นอกจากนี้ การขึ้นราคามักกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงความรู้สึกที่อาจซื้อไม่ไหว ทั้งการขึ้นราคามักขึ้นแล้วขึ้นเลยไม่ปรับลง ที่สำคัญการขึ้นราคากระทบกับซัพพลายเชนทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ห้างค้าปลีกเท่านั้น 

“ปีนี้จะไม่มีการขึ้นราคา เพราะปีก่อนขยับไปบ้าง และด้วยสถานการณ์ตอนนี้กระทบต้นทุนจริง แต่เราไม่มีความจำเป็นต้องปรับ ค่าเฟรทขึ้น ค่าขนส่งในประเทศขึ้น แต่ไม่มีนัยยะสำคัญจนต้องปรับราคากับผู้บริโภค และการขึ้นราคาสินค้ายังต้องหารือกับห้าง หลายรายขึ้นเองไม่ได้ และหากขึ้นราคา 5 บาท หรือ 10-20 บาท จาก 100 บาท การขึ้นที 10-20% สำหรับผู้บริโภคถือว่าเยอะมาก”

ปีที่ผ่านมา ถุงยางอนามัยมีการขึ้นราคา ผลที่เกิดขึ้นคือตลาดเงียบมาก สะท้อนการได้รับผลกระทบระยะสั้น ผู้บริโภคชะลอการซื้อสินค้า

นางสาวอรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ “วิคธีร์รัฐ” (VICKTEERUT) กล่าวว่า  ขณะนี้ต้นทุนการผลิตเสื้อผ้าแฟชั่นปรับตัวสูงขึ้น เช่น วัตถุดิบผ้าที่ใช้ในการตัดเย็บ จากเดิมเคยซื้อจากซัพพลายเออร์ราคา 400 บาทต่อเมตร เพิ่มขึ้น 450 บาทต่อเมตร แต่แบรนด์ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสิค้า มุ่งบริหารจัดการภายในให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้ลูกค้ายังได้สินค้าดีคุณภาพเดิม ดีกว่าการลดคุณสมบัติหรือสเปคเนื้อผ้า และการขึ้นราคาอาจทำให้ยอดขายตก

“ผ้าทุกชนิดก็มีการผลิต เส้นใยสังเคราะห์ ล้วนมีสารตั้งต้นจากการใช้น้ำมัน ซึ่งตอนนี้ราคาผ้าปรับขึ้นแล้ว แต่เรายังมีวัตถุดิบผ้าสต๊อกเดิม ส่วนวัตถุดิบสต๊อกใหม่ยังไม่ทราบราคา และไม่รู้จะมีการแจ้งมาเมื่อไหร่”

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์โสตร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกในจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดแจ้งปรับขึ้นราคาสินค้า โดยทางร้านยังคงจำหน่ายสินค้าราคาเดิม เว้นแต่ถุงพลาสติกที่มีการปรับขึ้น

ทั้งนี้ สินค้าที่จำหน่ายในปัจจุบันยังเป็นสินค้าสต๊อกเดิม ที่ต้องจับตาคือ “หลังสงกรานต์” อาจจะเห็นการปรับขึ้นราคาสินค้าระลอกใหญ่ เนื่องจากสต๊อกเดิมหมด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ บางส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องมีต้นทุนใหม่ ส่วนแพ็คเกจจิ้งผู้ผลิตแจ้งขึ้นราคาใหม่ถ้วนหน้าแล้ว สอดคล้องกับการร่อนจดหมายของบิ๊กแบรนด์ บิ๊กคอร์ป การสอบไปยังผู้ผลิตที่ย้ำแบกภาระได้ไหว การมีต้นทุนเดิมจนถึงเดือนเมษายน 2569 จากนั้นอาจพิจารณาขึ้นราคาสินค้าในอนาคต

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวเบียร์ช้างขึ้นราคา ถือเป็นการปรับที่นานแล้ว เกิดขึ้นก่อนผลกระทบสงคราม

“ตอนนี้ผู้ผลิต สินค้าอุปโภคบริโภคทุกแบรนด์ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า ทุกรายยืนยันเช่นนั้น และเรายังขายราคาเดิม แต่หลังสงกรานต์ ยากประเมินสถานการณ์ เพราะราคาน้ำมันยังมีความผันผวน แต่ที่แน่ๆค่าขนส่ง วัตถุดิบขึ้นราคาแล้ว 15-20% จึงฟันธงไม่ได้หลังสงกรานต์น้ำมันจะขยับอีกเท่าไหร่ แต่น้ำมันคือต้นทุนการผลิตสินค้าทั้งหมด หากน้ำมันขึ้นสินค้าก็ต้องขึ้นราคา”

นอกจากจับตาราคาสินค้าขึ้นหลังสงกรานต์ อีกด้านต้องเกาะติด “การบิดเบือน” กลไกราคา กลไกตลาด หากภาครัฐเข้ามาควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ขึ้น เพราะอาจทำให้ประชาชนเผชิญภาวะ “สินค้าขาดแคลน” เหมือนยุคที่น้ำตาลในตลาดโลกราคาพุ่ง แต่รัฐมนตรีได้ประกาศให้ตรึงราคา นำไปสู่การขาดแคลน เช่นเดียวกับสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา

ด้านแหล่งข่าวผู้จัดจำหน่ายและกระจายสินค้ารายใหญ่ กล่าวว่า บริษัทจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นหลากหลายแบรนด์ แต่ขณะนี้ไม่มีแผนขึ้นราคาสินค้า โดยปกติการแจ้งร้านค้าให้ทราบถึงทิศทาง “ขึ้นราคา” จะบอกล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน เพื่อให้เตรียมตัว