“วิคธีร์รัฐ” เดินเกมรุกเจาะลูกค้าองค์กร ป้อนชุด "ยูนิฟอร์ม" สร้างการเติบโต พร้อมขยาย "ชุดแต่งงาน" แก้ Pain Point เจ้าสาวสวยได้โดยไม่ต้องจ่ายแพงเว่อร์
ท่ามกลางโจทย์ท้าทายธุรกิจ มีปัจจัยลบหรือวิกฤติรายล้อม ผู้ประกอบการจะต้องหา “โอกาส” ให้เจอ เพื่อสร้างการเติบโต
ตลาดสินค้าแฟชั่นเหมือนอยู่ในโหมดจำศีล ค่อนข้างนิ่งตั้งแต่พ้นวิกฤติโควิด-19 ระบาด ผู้คนชอปปิง ซื้อเสื้อผ้า คอลเล็กชั่นใหม่ๆน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือภาพที่ปรากฏต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
“ตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นไม่โต แต่ไม่ดี สถานการณ์ค่อนข้างนิ่ง สาเหตุหลักเพราะเศรฐกิจไทยมีความไม่แน่นอน คนซื้อของน้อยลง ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่หลังโควิด มีช่วงปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมผู้บริโภคไม่จับจ่ายใช้สอยเหมือนเมื่อก่อน” อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ “วิคธีร์รัฐ” (VICKTEERUT) ฉายภาพการขับเคลื่อนธุรกิจที่กำลังเจอโจทย์โหดหิน
เมื่อตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นไม่ฮอตฮิตเหมือนเดิม การปรับตัวหาตลาดและโอกาสใหม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการรุก 2 หมวดหมู่สำคัญ อย่าง “ชุดยูนิฟอร์ม” และ “ชุดแต่งงาน”
ความน่าสนใจของเสื้อผ้ายูฟอร์มในยุคปัจจุบัน หลายบริษัททั้งเล็กใหญ่ ต่างให้ความสำคัญกับ “แบรนด์” และการบ่งบอกตัวตนหรืออัตลักษณ์ขององค์กรผ่านเสื้อผ้า ชุดใส่ทำงาน เพื่อให้คนภายนอกได้รับรู้
“ยูนิฟอร์มมีความสำคัญกับองค์กรมากขึ้น เพราะอย่างง่ายสุดคือบ่งบอกว่าคนๆนั้นทำงานที่ไหน ขณะเดียวกันบริษัทต้องการสร้างแบรนด์ บอกตัวตนให้ผู้อื่นได้เห็น”
VICKTEERUT รุกตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นยาวนาน 18 ปี ระหว่างทางการเติบโตมีการขยายสู่ชุดยูนิฟอร์มด้วย แต่การวางหมากรบครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือมีการ “จัดตั้งแผนกยูนิฟอร์ม” ขึ้นมารับลูกค้า ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรธุรกิจอย่างจริงจัง จนกวาดลูกค้ารายใหญ่ แบรนด์ดัง เช่น แสนสิริ โรงแรมเดอะสแตนดาร์ด 4 แห่ง เช่น หัวหิน พัทยา มัลดีฟส์ ฯ
ไม่เพียงผลิตชุดยูนิฟอร์มให้พนักงาน แต่ VICKTEERUT ยังมอบความสง่างาม ยกระดับการแต่งตัวให้กับ “ผู้บริหารองค์กรยักษ์ใหญ่” ด้วย เช่น FDW และ AIA
ในปี 2569 บริษัทยังเดินหน้าขยายตลาด รับลูกค้าเพิ่ม เช่น ชุดยูนิฟอร์มพนักงานโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด พัทยา และบิ๊กแบรนด์ร้านกาแฟ “คาเฟ่ อเมซอน” ที่มี 2 กลุ่ม ด้วยการออกแบบชุดยูนิฟอร์มให้พนักงานร้านคาเฟ่ อเมซอน เอ็กซ์พรีเรียนซ์ สาขาอารีย์ รวมถึงกวาดชุดยูนิฟอร์มให้กับพนักงานร้านคาเฟ่ อเมซอนทั่วประเทศ
สำหรับชุดยูนิฟอร์มล็อตแรกที่จะผลิตให้กับคาเฟ่ อเมซอนมีจำนวน 6 หมื่นชุด มากสุดตั้งแต่เคยรับงานลูกค้า โดยมีระยะเวลาผลิตและส่งมอบสินค้า(Lead time) รวม 6 เดือน
ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดชุดยูนิฟอร์มยังคงเติบโตต่อเนื่อง ตัวอย่างบริษัทมีลูกค้าใหม่เพิ่ม 2-3 ราย ภายใต้เงื่อนไขการผลิตเสื้อผ้าที่จะไม่รับงานซ้อน แม้จะมีความต้องการสูง ส่วนองค์กรธุรกิจที่ให้ความสนใจชุดยูนิฟอร์มจะเป็นกลุ่มโรงแรม ขณะที่โจทย์การออกแบบ ดีไซน์ ลูกค้าต้องการแตกต่างกันไปสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น โรงแรมเนื้อผ้าจะต้องสวมใส่ได้ในสภาพอากาศเย็นและร้อน ราคาขึ้นอยู่กับชนิดของผ้า ดีไซส์ หากเป็นสูทอยู่ระดับ 4,000-3 หมื่นบาท ส่วนเดรสราคาตั้งแต่ 2,000-6,000 บาท เป็นต้น
“ลูกค้าเลือกแบรนด์ ดีไซน์ ราคา ดควบคู่กันเสมอ ส่วนลูกค้าที่เข้ามาหา VICKTEERUT มีความต้องการชุดยูนิฟอร์มที่โมเดิร์น เส้นสายการออกแบบเนี้ยบ สอดคล้องกับจุดแข็งหรือดีเอ็นเอของแบรนด์ ที่ให้ความสำคัญในการออกแบบ แพทเทิร์น การตัดเย็บต่างๆต้องมีความปราณีต สิ่งที่แบรนด์มอบให้และลูกค้าสวมใส่แล้วจะรู้สึกโก้ ส่งเสริมรูปร่างให้ดูดี เพิ่มมั่นใจในตัวเอง”
นอกจากนี้ ยังปั้นแบรนด์ VICKTEERUT THE MARRIAGE เจาะกลุ่มเจ้าสาวที่มองหาชุดแต่งงานโดดเด่นในวันสำคัญหนึ่งของผู้หญิง ชูการออกแบบเรียบหรู ราคาจับต้องได้ เริ่มต้นที่ 3 หมื่นบาท และเคยแพงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท ขณะที่ตลาดมีชุดแต่งงานหลากหลาย หรือแพงสุดระดับ 5 แสนบาท ไปจนถึงหลักล้านบาท
“การแต่งงานในยุคนี้ ผู้หญิงจะสวมใส่ 3 ชุด ได้แก่ ชุดงานหมั้น ชุดฉลองมงคลสมรสตอนกลางคืน และชุดอาฟเตอร์ปาร์ตี้ แต่หากมองโอกาสตลาด จะเห็นทั้งการมีชุดพรีเวดดิ้งทะเล ภูเขา อาจทำให้ต้องมีมากถึง 5 ชุด ยังมีชุดแม่เจ้าสาว เพื่อนเจ้าสาวด้วย จึงมองเห็นโอกาสในการเจาะตลาดชุดแต่งงานค่อนข้างสูง เพราะสำหรับผู้หญิงคือวันพิเศษอีกวันหนึ่งของชีวิต แต่แบรนด์ต้องการตอบโจทย์ด้านราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ไม่ต้องการให้มาที่ร้านแล้วรู้สึกโดนฟันราคาขนาดนี้เลยเหรอ”
จากแผนดังกล่าว VICKTEERUT ต้องการผลักดันรายได้ปี 2569 ให้เติบโต 5% สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงบรรยากาศของตลาดที่ค่อนข้างนิ่ง
“ปีนี้ตั้งเป้าโตเพียง 5% ด้วยสภาวะเศรษฐกิจไทยตอนนี้ที่ชะลอตัว และยังมีสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติม ส่งผลให้ตลาดเสื้อผ้าแฟชันเผชิญความยากลำบากมากเลย เลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ปีนี้มีการเติบโต จึงตั้งใจทำตลาดยูนิฟอร์ม และขยายตลาดสู่ชุดแต่งงาน”
VICKTEERUT ไม่เพียงทำตลาดในประเทศไทย แต่ยังผงาดบนเวทีโลก มีการนำเสื้อผ้าแฟชั่นร่วมงานใหญ่ New York Fashion Week ต่อเนื่อง 3 ปี มีสินค้าจำหน่ายในมหานครนิวยอร์ก รวมถึงให้คนดังหรือเซเลบริตีสวมใส่ ทว่า ภารกิจของ “อรประพันธ์” คือการทำให้แบรนด์ไปได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะการปลดล็อก “ขนาด”หรือ ไซส์เสื้อผ้าตรงกับความต้องการ รูปร่าง สัดส่วนลูกค้าตะวันตก ส่วนไทยต้องมี “ไซส์” ให้หลากหลายขึ้นอีก 2 ขนาด คือ XL และ XXL จากปัจจุบันมีเพียง XS S M L
หากแก้สมการดังกล่าวได้ จะทำให้ลูกค้าขาประจำซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะยอมรับว่าลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์(Loyalty) จำนวนไม่น้อยหรือเกินกว่า 50% สวมใส่ไซส์ที่มีไม่ได้แล้ว เนื่องจากเติบโตตามวัยและแบรนด์
“การเพิ่มไซส์สินค้าอยู่ในแผนมา 5 ปีแล้วแต่การจะทำสินค้าเพิ่ม 2 ไซส์ ไม่ง่าย เพราะไม่ใช่แค่พัฒนา ทดลอง ออกแบบ ความยากคือการผลิตเสื้อผ้า 1 ตัว ออกแบบเสร็จ ต้องคุยกับช่างแพทเทิร์น ฟิตติ้ง ขั้นตอนจะเพิ่มอีกมาก การออกแบบแต่ละครั้งไม่ใช่ 10 ตัว แต่จะมากระดับ 70-80 ตัว จากปกติเราทำเสื้อผ้า 100 แบบต่อปี หรือราว 10 ชิ้นต่อเดือน ทว่า การเพิ่ม 2 ไซส์ใหม่ เร็วสุดจะเห็นภายในปีนี้”





