วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

‘UTA – EEC’ คลายล็อก ‘ไม่รอรถไฟ 3 สนามบิน’ กดปุ่มเริ่มสร้าง ‘อู่ตะเภา’ เฟสแรกลงทุนเฉียดหมื่นล้าน

‘UTA – EEC’ คลายล็อก ‘ไม่รอรถไฟ 3 สนามบิน’ กดปุ่มเริ่มสร้าง ‘อู่ตะเภา’ เฟสแรกลงทุนเฉียดหมื่นล้าน

“ไม่รอรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน” คือโมเดลปรับเงื่อนไขการลงทุนพัฒนา “สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก” ของบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ที่เสนอให้สำนักงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พิจารณา

กระทั่ง “กัปตันพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ” แม่ทัพใหญ่แห่งบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ผู้ให้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส หนึ่งในผู้ถือหุ้น UTA แย้มเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 ว่า กำลังจะมีข่าวดี เพราะล่าสุด EEC เซย์เยส! ตอบตกลงรับหลักการ พร้อมกำหนดออกหนังสือแจ้ง UTA ให้เริ่มงานก่อสร้าง “สนามบินอู่ตะเภา” วันที่ 3 เม.ย. 2569 นับหนึ่งสัมปทานโครงการระยะเวลา 50 ปี หลังจากโครงการนี้ล่าช้ามานานกว่า 5 ปี

พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BA เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกว่า ล่าสุดทาง EEC จะออกหนังสือแจ้ง (Notice to Proceed หรือ NTP) ให้ UTA เริ่มงาน นับหนึ่งในวันที่ 3 เม.ย. 2569 ใช้เวลาก่อสร้างราว 3-4 ปี ภายใต้เงื่อนไขยังไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ในช่วงแรก

“เดิม EEC ผูกโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ ของ UTA กับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไว้ด้วยกัน ทาง UTA จึงเจรจาขอให้ EEC ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขตามความเหมาะสมของสถานการณ์ และพิจารณาโมเดล ‘ไม่รอรถไฟฯ’ เพราะหากต้องรอกันไปรอกันมา มันไม่ลงตัว สุดท้ายแล้ว EEC เขาก็ตกลงใช้โมเดลไม่รอรถไฟฯ ซึ่งตัวเลขอาจจะออกมาอีกแบบหนึ่ง การลงทุนเบื้องต้นจะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายปลายทางก็ต้องขยายไปตามขั้นตอนหรือการโตของพื้นที่ของสนามบินอู่ตะเภา”

สำหรับการลงทุนก่อสร้าง “อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3” ในเฟสแรกของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ จะรองรับปริมาณผู้โดยสารได้ 3-4 ล้านคนต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเดินทางจริงหลังวิกฤติโควิด-19 ระบาด เนื่องจากปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภามีผู้โดยสารประมาณ 3-4 แสนคนต่อปีเท่านั้น

“ในเฟสแรก UTA จะใช้งบลงทุนเฉพาะอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 และองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเกือบ 10,000 ล้านบาท”

‘UTA – EEC’ คลายล็อก ‘ไม่รอรถไฟ 3 สนามบิน’ กดปุ่มเริ่มสร้าง ‘อู่ตะเภา’ เฟสแรกลงทุนเฉียดหมื่นล้าน

พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ

และเมื่อมีปริมาณผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 80% ของเฟสแรก ทาง UTA ก็จะลงทุนขยายการรองรับผู้โดยสารเพิ่มเติมในเฟสถัดๆ ไป เป็น 6 ล้านคน, 10 ล้านคน หรือ 12 ล้านคน ตามลำดับ ภายใต้การรองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคนในสัญญาระยะเวลา 50 ปี

“สนามบินอู่ตะเภาจะถูกออกแบบให้ขยายตามการเติบโตของจำนวนผู้โดยสาร เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่ใหญ่เกินความจำเป็นในเบื้องต้น”

ด้านการพัฒนาสนามบินอื่นๆ ในเครือ BA คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการปรับปรุง “สนามบินสมุย” ในไตรมาส 2 ปี 2569 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี พร้อมเพิ่ม Boarding Gates จาก 7 จุด เป็น 11 จุด ขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 4,000 ตารางเมตร และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินพร้อมเครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติรวม 40 จุด โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2573

ขณะเดียวกัน “สนามบินตราด” ได้ขยายทางวิ่ง (Runway) เป็นความยาว 2,000 เมตรเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางขับเคลื่อนอากาศยาน (Taxiway) และลานจอดอากาศยานจำนวน 3 จุด เพื่อรองรับอากาศยานแบบไอพ่น อาทิ แอร์บัส A320 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี

‘UTA – EEC’ คลายล็อก ‘ไม่รอรถไฟ 3 สนามบิน’ กดปุ่มเริ่มสร้าง ‘อู่ตะเภา’ เฟสแรกลงทุนเฉียดหมื่นล้าน

พุฒิพงศ์ เล่าเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ BA ในปี 2569 บริษัทเน้นรักษาขนาดธุรกิจและจำนวนฝูงบินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะถ้าให้เลือกระหว่างการขยายธุรกิจแล้วมีค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น กับการคงปริมาณเส้นทางบินและเที่ยวบินใกล้เคียงที่มีอยู่ปัจจุบัน แล้วทำให้ “Bottom Line” หรือ กำไรสุทธิ ดูสวยกว่า บริษัทขอเลือกอย่างหลังดีกว่า

“บริษัทมีการคัดกรองเส้นทางบินอย่างละเอียด ว่าเส้นทางไหนบินแล้วมีผลการดำเนินงานไม่ค่อยดี กับเส้นทางไหนบินแล้วดี ก็จะคงไว้เฉพาะเส้นทางที่ทำกำไรและเกิดประโยชน์สูงสุด หลังได้บทเรียนจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้เราพบว่าการลดขนาดธุรกิจทำได้ยากกว่าการขยายธุรกิจ บริษัทจึงค่อนข้าง Conservative หรือเดินกลยุทธ์แบบระมัดระวัง”

โดยในมุม “การบริหารจัดการฝูงบิน” ปี 2569 สายการบินบางกอกแอร์เวย์สคาดว่าจะมีเครื่องบินจำนวน 22-26 ลำ จากปีที่แล้วมี 25 ลำ ซึ่งฝูงบินปัจจุบันประกอบด้วย เครื่องบินแบบ แอร์บัส A320 จำนวน 1 ลำ แอร์บัส A319 จำนวน 11 ลำ และ ATR 72-600 จำนวน 10 ลำ โดยมีแผนสั่งซื้อเครื่องบินแบบ ATR 72-600 ใหม่จำนวน 12 ลำ ซึ่งจะรับมอบ 2 ลำแรกในไตรมาส 4 ปีนี้ และทยอยรับมอบไปจนถึงปี 2571

ส่วนเป้าหมายในปี 2569 ของบริษัทซึ่งเคยวางไว้เมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ก่อนเกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ตั้งเป้ามีจำนวนเที่ยวบินให้บริการ 48,000 เที่ยวบิน ลดลง 2% เทียบกับปีที่แล้ว มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร 80% เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่จำนวนผู้โดยสารมี 4.3 ล้านคน คงที่เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เช่นเดียวกับค่าบัตรโดยสารจะสามารถรักษาระดับไว้ได้ที่ 4,200 บาท/เที่ยวบิน

“ในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปีนี้คือฝันหวานของภาคท่องเที่ยว แต่พอเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 ก.พ. เกิดสงครามขึ้นมา อนาคตเปลี่ยน ต้องมานั่งเล็งมาคาดการณ์ธุรกิจกันใหม่ และอาจต้องมีการพิจารณาเป้าหมายธุรกิจในปีนี้ของบริษัทอีกครั้งเพื่อรับมือกับความผันผวนที่กระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”