ร้านอาหาร-ที่พักไซส์เล็ก ‘เหงื่อท่วม’ ต้นทุนอ่วม บีบกำไรหด กำลังซื้อหาย คนไทยกินข้าวนอกบ้านน้อยลง ทัวริสต์ต่างชาติรัดเข็มขัด ผู้ประกอบการมองตอนนี้ไทยยังไม่เข้าสู่วิกฤติเต็มรูปแบบ แต่แรงกดดันกำลังสะสม ถาโถมต่อเนื่อง ประเมินฉากทัศน์ หาก ‘สงครามอิหร่าน’ ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน เสี่ยงวิกฤติ SMEs ซ้ำเติมเศรษฐกิจฐานรากของไทย
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็ก (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นมิติความขัดแย้งหรือประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในลักษณะ “ทางอ้อมแต่แรง” โดยเฉพาะผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เศรษฐกิจโลกที่กระทบกำลังซื้อนักท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นที่กระทบต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจร้านอาหารและที่พักขนาดเล็ก
ขณะนี้ผู้ประกอบการเริ่มเข้าสู่ภาวะต้นทุนกดดันกำไรแล้ว สำหรับบางรายถือว่ากระทบหนัก สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ทำให้ค่าขนส่งวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่ผู้ผลิตทยอยปรับราคาสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนอาหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ค่าไฟฟ้ายังมีแนวโน้มสูงขึ้น กระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมที่ใช้พลังงานสูง ทั้งระบบปรับอากาศและอุปกรณ์แช่เย็น
“ประเมินว่ากำไรของผู้ประกอบการบางรายหดตัวแล้วราว 10-15% และร้านที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้จะถูกต้นทุนบีบกำไรมากที่สุด”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลกว่าสถานการณ์ต้นทุนพุ่งคือปัญหา “กำลังซื้อชะลอตัว” เนื่องจากผู้ประกอบการยังพอปรับตัวกับต้นทุนได้ ด้วยการเปลี่ยนซัพพลายเออร์ ปรับเมนู หรือควบคุมต้นทุนในด้านต่างๆ แต่หากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวลดการใช้จ่ายจะกระทบต่อรายได้โดยตรงและแก้ไขได้ยากกว่า
“ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณลูกค้าคนไทยลดความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้าน ขณะที่นักท่องเที่ยวบางกลุ่ม โดยเฉพาะจากยุโรประมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงมีการเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเข้าร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ไปสู่ร้านอาหารแบบแคชชวลไดนิ่งหรือสตรีทฟู้ดมากขึ้น”
ด้านร้านอาหารขนาดเล็กทั่วไป อาจพอแบกรับแรงกดดันได้ราว 2-4 เดือน หากมีเงินสำรองเพียงพออาจยืดได้ถึง 6 เดือน แต่ในกลุ่มที่มีอัตรากำไรเดิมต่ำอยู่แล้วอาจเริ่มได้รับผลกระทบทันที คาดว่าจะเริ่มเห็นการปรับขึ้นราคาในวงกว้างแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะผู้ประกอบการกังวลว่าลูกค้าจะหาย ทำให้ต้องเลือกใช้วิธีอื่นๆ เช่น ลดปริมาณอาหาร ปรับสูตรวัตถุดิบ หรือบริหารเมนูแทน
“หากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่องและเกิดภาวะน้ำมันดีเซลตึงตัว จะทำให้ระบบโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบหนัก และอาจเห็นร้านขนาดเล็กที่ขาดสภาพคล่องทยอยปิดกิจการตามมา”
นายสรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้ไทยยังไม่เข้าสู่วิกฤติเต็มรูปแบบ แต่เป็นช่วงที่แรงกดดันกำลังสะสม หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน มีความเสี่ยงสูงที่จะลุกลามเป็นวิกฤติของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกระทบเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง”
ในมุมภาคเอกชนจึงขอเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการตรึงต้นทุนพลังงาน เช่น ควบคุมราคาดีเซล ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร รวมถึงออกมาตรการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานทางเลือกสำหรับธุรกิจ SMEs เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการลดต้นทุนทางอ้อมด้านโลจิสติกส์ การกระตุ้นกำลังซื้อผ่านมาตรการท่องเที่ยวในประเทศและสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการเสริมสภาพคล่องผ่านซอฟต์โลน การค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. และมาตรการพักชำระหนี้ชั่วคราว





