วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม 2569

Login
Login

กังวลน้ำมันขาดแคลน ความสิ้นหวัง เสียงประชาชน จากผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง

กังวลน้ำมันขาดแคลน ความสิ้นหวัง เสียงประชาชน จากผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง

การสู้รบในตะวันออกกกลาง สะเทือนโลก เมื่อน้ำมันราคาสูงขึ้น ส่วนไทยเผชิญวิกฤติซัพพลายเชนจากน้ำมันขาดแคลน ฟังเสียงสะท้อนโซเชียล ความกังวลใจ สิ้นหวัง ตรึงราคาน้ำมัน คือข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล

วิกฤตน้ำมันดิบโลกในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตึงเครียด โดยโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นพื้นที่หลักที่สะท้อนความเดือดร้อนและเสียงเรียกร้องของประชาชนต่อภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังถูกจับตามองอย่างต่อเนื่อง เรามาดูว่าประเด็นไหนที่กำลังสร้างกระแสและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์อยู่บ้าง

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 - 19 มีนาคม 2569 พบว่ามีการพูดถึงประเด็นวิกฤตประเด็นนี้บนโซเชียลมีเดียสูงถึง 103,552,835 เอนเกจเมนต์ จาก 314,168 ข้อความ

5 ประเด็นร้อนแรงที่ประชาชนสนใจมากสุด

ประเด็นที่ 1 เสียงระเบิดในตะวันออกกลางกับความตึงเครียดที่ยังดุเดือดอย่างต่อเนื่อง มีมากถึง 29,895,625 เอนเกจเมนต์ โดยจุดเริ่มต้นทั้งหมดมาจากสงครามที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยเฉพาะข่าวการโจมตี “เกาะคาร์ก" ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และความพยายามในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข่าวลือและภาพความรุนแรงในต่างประเทศสร้างความตื่นตระหนกให้คนไทยอย่างรวดเร็ว

กังวลน้ำมันขาดแคลน ความสิ้นหวัง เสียงประชาชน จากผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง

สำหรับคีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงอย่าง "ยืดเยื้อ" มีถึง 2,931,343 เอนเกจเมนต์ และ "เครียด" มากถึง 1,686,928 เอนเกจเมนต์ สะท้อนประชาชนไม่ได้มองสงครามครั้งนี้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศที่ไกลตัว แต่เป็นวิกฤตที่บั่นทอนกำลังใจในการใช้ชีวิต จากกระแสบน TikTok และ Facebook มีการพูดถึงความเป็นไปได้ของ "สงครามโลก" ที่อาจขยายวงกว้างจนยากจะควบคุม ส่งผลให้เกิดความกลัวสะสมต่อผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจประเทศไทย

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจดังกล่าวได้จุดชนวนให้ความกังวลเรื่องภาวะน้ำมันขาดแคลนกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนแห่ไปต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียดข้ามคืนในหลายจังหวัด ภาพของรถยนต์ รถกระบะ และชาวบ้านที่หอบแกลลอนมาต่อคิว สะท้อนความกลัว "น้ำมันจะหมดประเทศ" บางปั๊มน้ำมันรับมือไม่ไหวต้องนำแผงเหล็กมากั้นและขึ้นป้ายตัวโตว่า "น้ำมันหมด" ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลายเป็นภาพความโกลาหลที่ไม่ค่อยได้เห็นในประเทศไทย

 

ประเด็นที่ 2 ความกังวลต่อภาวะน้ำมันขาดแคลน มากถึง 20,727,301 เอนเกจเมนต์) โดยช่วงวันที่ 14–17 มีนาคม 2569 ประเด็น "ภาวะน้ำมันขาดแคลน" ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถูกพูดถึงดังขึ้น จนสร้างเอนเกจเมนต์รวมกว่า 9 ล้านครั้งจาก 25,285 ข้อความ และนำไปสู่การติดแฮชแท็ก(#) #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด มียอดเอนเกจเมนต์รวมกว่า 5 ล้านครั้งจาก 10,455 ข้อความ สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลของประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวได้เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กังวลน้ำมันขาดแคลน ความสิ้นหวัง เสียงประชาชน จากผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง

อีกหนึ่งคีย์เวิร์ดที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ #ปั๊ม ซึ่งเกิดจากการส่งต่อภาพสถานีบริการน้ำมันบางแห่งที่น้ำมันหมดชั่วคราว แม้ภาครัฐจะออกมายืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งาน 96–100 วัน พร้อมขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกและหยุดพฤติกรรมการกักตุนน้ำมัน แต่บทสนทนาในโซเชียลมีเดียกลับสะท้อนภาพที่ตรงข้าม โดยมีการตั้งคำถามว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่มีอยู่จะถูกนำมาใช้จริง หรือถูกกักเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร

ตัวเลข 20 ล้านเอนเกจเมนต์จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปริมาณการรับรู้ข่าวสาร แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างการสื่อสารของภาครัฐกับสิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญในชีวิตจริง และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเรียกร้องมาตรการเยียวยาอื่น ๆ ตามมา

 

ประเด็นที่ 3: เสียงแห่งความสิ้นหวังของประชาชน มีถึง 10,767,829 เอนเกจเมนต์ โดยการมีส่วนร่วมดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังของประชาชนจากคีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงอย่าง #เครียด #ท้อ # #เดือดร้อน

นอกจากนี้ ประเด็นที่มียอดการแชร์และคอมเมนต์สูงสุดในหมวดนี้คือการเปรียบเทียบระหว่าง "ราคาน้ำมันที่พุ่งตามสถานการณ์สงคราม" กับ "รายได้ที่คงที่" สะท้อนถึงสภาวะ "Visibility Crisis" หรือการที่คนไทยมองไม่เห็นทางออกท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ โดยเฉพาะประเด็นของรายได้คงที่แต่ต้นทุนน้ำมันพุ่งสูงจนกัดกินกำไรของกลุ่มอาชีพขนส่งและไรเดอร์จนเกิดกระแสตัดพ้อเรื่องการคืนรถและเลิกอาชีพผ่านแฮชแท็ก #สู้ไม่ไหว และ #จอดตาย

โดยเสียงส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้จริงที่ระบายความอัดอั้นสะท้อนความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมากกว่าแค่การบ่นเรื่องราคาน้ำมัน แต่คือการเรียกร้อง "ความหวัง" และมาตรการพยุงชีวิตในวันที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ไปไกล

ประเด็นที่ 4 เสียงสะท้อนต่อรัฐบาลให้ช่วยตรึงราคาน้ำมัน มีถึง 4,579,359 เอนเกจเมนต์ นับเป็นความคลางแคลงใจต่อมาตรการระยะสั้นของภาครัฐ โดยเฉพาะวาทกรรม "ตรึง 15 วัน แล้ววันที่ 16 จะเป็นอย่างไร?" ที่กลายเป็นไวรัลตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของการแก้ปัญหา ประชาชนส่วนใหญ่มีการกล่าวถึง "กระทรวงพลังงาน" ควบคู่กับการเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ กลุ่มภาคขนส่งและเกษตรกรรมยังมีการผลักดันประเด็นน้ำมัน B20 เพื่อลดต้นทุนการผลิตอย่างหนัก ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ไม่ได้หยุดแค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

กังวลน้ำมันขาดแคลน ความสิ้นหวัง เสียงประชาชน จากผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง

 

ประเด็นที่ 5 พลังงานทางเลือก... ทางรอดหรือแค่ความฝัน? มีจำนวน 1,518,225 เอนเกจเมนต์ ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง "พลังงานทางเลือก" ถูกมองเป็นทางออกสุดท้าย

ทั้งนี้ กระแสหลักแบ่งออกเป็นสองทิศทางชัดเจน คือกลุ่มที่มองหาการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV (Electric Vehicle) อย่างจริงจังเพื่อตัดวงจรน้ำมันแพง อีกด้านกลัยความตระหนักถึงข้อจำกัดเรื่องราคารถที่สูงเกินเอื้อมสำหรับผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และการนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้ในที่อยู่อาศัยมากขึ้น ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าในปัจจุบัน ประชาชนไม่ได้มองพลังงานทางเลือกในมุมของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มให้ความสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมและทั่วถึง

ขณะที่การประกาศ นโยบาย Work From Home เต็มรูปแบบสำหรับหน่วยงานราชการโดยคณะรัฐมนตรี(ครม.)ยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีการพูดถึงผ่านคีย์เวิร์ดอย่าง #ค่าเดินทางพุ่ง #ประหยัดพลังงาน #WFHเพื่อชาติ และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางกับรายได้รายวัน และสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และเรียกร้องให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนนำนโยบาย WFH 100% กลับมาใช้อีกครั้ง ในฐานะมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของพนักงานที่ไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงช่องทางเดียว