ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่น่าจับตามองจากลีกฟุตบอลที่มีจำนวนผู้ชมมากมายมหาศาลทั่วโลกคือการประกาศบริการการรับชมคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มใหม่ “พรีเมียร์ลีกพลัส” (Premier League +) ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มการให้บริการรับชมแบบออนไลน์ในสไตล์เดียวกับ Netflix บริการสตรีมมิงอันดับหนึ่งของโลกจนมีการเปรียบเทียบว่านี่คือ “Premflix”
บริการการรับชมรูปแบบใหม่นี้เป็นอย่างไร และจะกระทบต่อผู้ชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยหรือไม่?
Premier League + คืออะไร
บริการ Premier League + ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในงานเสวนา “Financial Times’ Business of Football Summit” ในกรุงลอนดอนโดยริชาร์ด มาสเตอร์ ประธานบริหารพรีเมียร์ลีกคนปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้ในปี 2020 พรีเมียร์ลีก เคยตกเป็นข่าวถึงการเตรียมเปิดบริการรับชมฟุตบอลในแบบ OTT (Over-the-top) หรือบริการรับชมแบบออนไลน์ในรูปแบบสตรีมมิง ซึ่งสร้างความฮือฮาอยู่พอสมควรกับชื่อบริการที่เรียกกันแบบไม่เป็นทางการว่า Premflix
แต่ทางด้านซีอีโอคนปัจจุบันยืนยันว่าชื่อที่ใช้คือ Premer League + ไม่ใช่ Premflix
“เราได้สร้างบริการในแบบ Direct-to-consumer ที่จะเปิดให้บริการตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป ในชื่อ Premier League + มากกว่าจะเป็น Premflix” มาสเตอร์กล่าวบนเวทีการเสวนา “และจะเป็นครั้งแรกที่พรีเมียร์ลีกจะเชื่อมตรงต่อถึงกลุ่มลูกค้าของเราในแง่ของโปรโมชั่น ราคา การสูญเสียลูกค้า ไปจนถึงการกระจายสินค้า”
“เรากำลังมองหาโอกาสที่จะสร้างธุรกิจใหม่ แต่ในเวลาเดียวกันก็จะเป็นการเรียนรู้ว่าวิธีการนี้จะสามารถทำการตลาดทั่วโลกได้หรือไม่”
สำหรับ Premier League + จะเป็นแอพลิเคชันใหม่ที่สามารถดาวน์โหลดลงบนสมาร์ททีวี, แล็ปท็อป โดยที่สามารถรับชมฟุตบอลได้ครบทั้ง 380 แมตช์ และคอนเทนต์อื่นๆอีกมากมาย รวมถึงมีบริการสถานีฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่จะออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน
“มันจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นเต้นอย่างแน่นอน” มาสเตอร์สกล่าวย้ำ
ประเดิมกับเมอร์ไลออน
คำถามที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกอยากรู้คือ Premier League + จะเปิดให้บริการเมื่อไร?
สำหรับชาติแรกที่จะได้ใช้บริการนี้คือ สิงคโปร์ โดยทางพรีเมียร์ลีกจะร่วมมือกับพาร์ทเนอร์สำคัญอย่าง StarHub ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกอันดับ 1 ของอังกฤษรายปัจจุบันและมีสัญญาระยะเวลา 6 ปี
หรือพูดง่ายๆคือสิงคโปร์จะเป็นประเทศแรกที่พรีเมียร์ลีกทดลองใช้ตลาดนั่นเอง โดยจะเริ่มตั้งแต่ฤดูกาลหน้า 2026-27 เป็นต้นไป โดย StarHub เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดเป็นเวลา 6 ฤดูกาล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ในฤดูกาล 2022-23 เป็นต้นมา
การเลือกตลาดแรกเป็นสิงคโปร์ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ และเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดแฟนฟุตบอลในแถบประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นฐานแฟนบอลใหญ่ของฟุตบอลอังกฤษที่ไม่เคยหวั่นไหวตลอดช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
ปัญหาใหญ่คือสนนราคาค่าบริการในสิงคโปร์ที่ค่อนข้างสูงสำหรับแฟนฟุตบอลแม้จะเป็นชาติที่มีกำลังซื้อสูงอย่างสิงคโปร์เอง การจ่ายเงินเพื่อชมฟุตบอลในระดับเดือนละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,200 บาท) ก็ถือว่าค่อนข้างสูงอยู่ดี
การเข้ามาทำตลาดเองของพรีเมียร์ลีกจึงน่าจับตามองว่าจะทำให้ค่าบริการในการรับชมถูกลงหรือไม่ และจะได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างไร ในขณะที่ความร่วมมือกับ StarHub ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะ StarHub เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว จึงคาดว่าน่าจะสามารถขายพ่วง (Bundle) ให้กับผู้ใช้บริการไปจนถึงสามารถทำโปรโมชั่นได้
Premflix แนวคิดต้นกำเนิด
ในแนวคิดแล้วถือว่าน่าตื่นเต้นในการที่พรีเมียร์ลีกลงมาจับลูกค้าเองในแบบ “D2C” และสามารถมากกว่าแค่ “เสิร์ฟ” แต่ทำได้ถึง “สาด” คอนเทนต์ฟุตบอลในระดับพรีเมียมที่ริเริ่มทำเองผ่านบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองนับจากการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในปี 2016 ให้กับแฟนๆได้อย่างไม่พัก
โดยที่แฟนๆสามารถคาดหวังถึง
- การถ่ายทอดสดฟุตบอลครบ 380 คู่ตลอดฤดูกาล
- การรับชมในระบบความละเอียดสูง 4K
- ฟังค์ชั่นการชมแบบย้อนเวลา หรือการเลือกรับชมไฮไลต์ประตูที่เกิดขึ้นแบบ Realtime (ซึ่งในการถ่ายทอดสดเรียกว่า Goal Rush)
- การวิเคราะห์ฟุตบอลด้วยคอมเมนเตเตอร์ผู้มีความรู้ความสามารถ ซึ่งส่วนใหญ่คืออดีตนักฟุตบอลที่มีประสบการณ์
- รายการ Original content คุณภาพสูงที่ผลิตโดย Premier League Productions (PLP) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสตูดิโอระดับโลกอย่าง IMG
- รายการวิเคราะห์เกมฟุตบอล Fantasy Premier League (FPL) ซึ่งเป็นเกมยอดนิยมของแฟนบอลทั่วโลก
- กิจกรรมร่วมสนุกต่างๆแล้ว
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ปี 2020 หรือ 6 ปีที่แล้ว โดยที่พรีเมียร์ลีกค่อยๆทำการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆไม่รีบร้อน โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดก่อนหน้านี้คือการอัพเดตแอพลิเคชัน Premier League ใหม่ที่จะช่วยให้การติดตามพรีเมียร์ลีกเป็นไปอย่างสนุกเข้มข้น
อย่างไรก็ดีบริการในรูปแบบนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ กีฬาอย่าง NFL, NBA มีบริการในรูปแบบนี้นานแล้ว แม้กระทั่ง LaLiga ลีกระดับท็อป 5 ของโลกที่เป็นคู่แข่งก็มีบริการในลักษณะแบบนี้มาหลายปีแล้วเช่นกัน
เพียงแต่หากพรีเมียร์ลีกเดินหน้าแล้วย่อมมีโอกาสสูงที่จะสร้างอิมแพ็คต์ให้กับวงการได้มากกว่า และอาจถูกมองว่าเป็นตัวพลิกเกม (Game Changer) ของอุตสาหกรรมได้เลยทีเดียว
ความท้าทายที่แท้จริง
ถึงอย่างนั้นการที่ Premflix ถือกำเนิดจริงเป็น Premier League + ก็สะท้อนถึงหนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุดที่เริ่มมีการจับตามอง
พรีเมียร์ลีกกำลังถึงจุดอิ่มตัวในการหารายได้หรือไม่?
เพราะถึงแม้ในเชิงของตัวเลขแล้วรายได้จากการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดให้กับผู้ให้บริการจะเพิ่มขึ้น เช่น ในสหราชอาณาจักร การประมูลรอบล่าสุดสามารถทำรายได้ถึง 6.7 พันล้านปอนด์จากการจำหน่ายให้แก่ Sky Sports และ BT Sports แต่ในรายละเอียดแล้วรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเพิ่มจำนวนเกมถ่ายทอดสดจาก 215 นัดเป็น 270 นัด
ในขณะที่ลิขสิทธิ์ในตลาดอื่นทั่วโลกยังคงทำรายได้ดี โดยทำรายได้ปีละ 2.1 พันล้านปอนด์ (สามารถแซงหน้ารายได้ในสหราชอาณาจักรที่ทำได้ 1.67 พันล้านปอนด์ต่อปี) แต่ก็เริ่มมีสัญญาณของปัญหาในหลายประเทศที่การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก และผู้ให้บริการเองในบางประเทศก็เริ่มมีสัญญาณของปัญหาการให้บริการ ไปจนถึงในหลายประเทศตัวเลขการประมูลค่าลิขสิทธิ์ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากหลายปีที่ผ่านมา
เรื่องนี้จะกระทบต่อรายได้ของพรีเมียร์ลีกที่อาจมีภาวะความไม่มั่นคงเกิดขึ้น
ศัตรูที่แท้จริงของผู้ให้บริการทุกประเทศทั่วโลกคือการรับชมแบบเถื่อน (Pirates) ที่แม้จะมีความพยายามในการปราบปรามอย่างเต็มที่มากแค่ไหน และต่อให้ผู้ให้บริการจะยอมลดราคาเพื่อดึงดูดให้มาใช้บริการมากเท่าไร แต่จำนวนผู้ชมแบบละเมิดลิขสิทธิ์มีจำนวนมากมายมหาศาลอย่างน่าตกใจ
การเดินเกมในแบบ D2C ของพรีเมียร์ลีกครั้งนี้จึงเป็นการทดลองว่า พรีเมียร์ลีกมีศักยภาพและพลังมากพอที่จะดึงดูดให้แฟนฟุตบอลยอมเสียเงินเองเพื่อรับชมบริการของพวกเขาที่เคลมว่าเป็น “The Greatest Show on Earth” ได้หรือไม่
หากการทดลองตลาดที่สิงคโปร์ประสบความสำเร็จด้วยดี เราอาจเห็นการขยายฐานการให้บริการของ Premier League + ออกไปอีกหลายประเทศ โดยที่พรีเมียร์ลีกเองก็จะเก็บเงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องผ่านคนกลางอย่างบริษัทเอเยนต์ ไปจนถึงเพิ่มโอกาสในการหารายได้มากกว่าจะบีบจากผู้ให้บริการที่เป็นพาร์ทเนอร์
การร่วมมือกับ StarHub ยังเป็นบททดสอบถึงความร่วมมือระหว่างกันระหว่างผู้ให้บริการกับพรีเมียร์ลีกด้วยว่าโมเดลธุรกิจใหม่นี้จะมีแววรุ่งพอจะไปต่อได้หรือไม่
Premier League + จะมาถึงไทยหรือไม่?
เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบในระยะเวลาอันใกล้ เพราะการเปิด Premier League + ที่สิงคโปร์เป็นการทดลองตลาดที่ใช้ระยะเวลา 1 ฤดูกาล (หรือ 1 ปี) ที่ยังต้องรอดูทิศทางและแนวโน้ม
อย่างน้อยในฤดูกาลหน้าพรีเมียร์ลีกน่าจะยังคงอยู่กับ Mono Max เจ้าของลิขสิทธิ์ปัจจุบันที่เซ็นสัญญาไว้นานถึง 6 ฤดูกาลในการทำตลาดทั้งในประเทศไทย ลาว และกัมพูชา โดยถือครองทั้งฟุตบอลพรีเมียร์ลีก และฟุตบอลอิงลิชลีก (EFL) ในทุกดิวิชั่นตั้งแต่เดอะ แชมเปียนชิพ, ลีกวัน, ลีกทู, ฟุตบอลลีกคัพ (คาราบาวคัพ) และฟุตบอลเอฟเอ คัพที่เป็นของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ
ในช่วงที่ผ่านมาทางด้าน Mono Max เองก็เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักหน่วงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้บริการที่ถูกตั้งคำถามในแง่ของความพร้อม ตั้งแต่กระบวนการสมัคร คุณภาพของการรับชม ไปจนถึงคุณภาพของทีมผู้บรรยายที่มีกระแสโจมตีอย่างหนักในช่วงต้นฤดูกาล
กรณีล่าสุดที่เป็นสัญญาณที่น่าจับตามองคือการชะลอการลงไฮไลต์การแข่งขันบนแพลตฟอร์มฟรีอย่าง YouTube ที่เคยลงตลอด เปลี่ยนเป็นการจัดลำดับให้ลงบนแอพลิเคชัน Mono Max เป็นที่แรก ส่วนบน YouTube จะลงช้ากว่าราว 1 วัน
เรื่องนี้เป็นการทำเพื่อให้ความสำคัญกับผู้สมัครใช้บริการก่อน แต่ในอีกด้านก็อาจเป็นการตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายเช่นนี้ กำลังเป็นการส่งสัญญาณว่าตัวเลขผู้ชมบน Mono Max ไม่เป็นที่น่าพอใจหรือไม่
เช่นกับกับจำนวนยอดผู้สมัครใช้บริการ ที่เดิมคาดหวังว่าจะดึงดูดแฟนบอลพรีเมียร์ลีกได้เดือนละ 3 ล้านคน (ซับ) แต่ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าจำนวนผู้สมัครยังห่างไกลจากเป้าหมายมาก
ความท้าทายสำหรับ Mono Max ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์คือการยืนระยะให้ไหวในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง ซึ่งในอดีตปี 2017 beIN SPORTS ผู้ให้บริการจากประเทศกาตาร์ที่เคยประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกเคยตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการหวนไปจับมือกับ True Visions ผู้ให้บริการเจ้าเดิม เพราะไม่สามารถยืนระยะไหว
ตรงนี้คือสิ่งที่มองเห็นได้ใกล้กว่าสำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทยในระยะ 1-2 ปีนับจากนี้
แต่หลังจากนี้เป็นไปได้ที่เราอาจจะได้เป็นหนึ่งในชาติที่ได้ใช้ Premier League + เพราะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับตลาดแฟนบอลชาวไทยรวมถึงผู้ให้บริการหลักทุกรายต่างมีความพร้อมสำหรับการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่เช่นกัน
อ้างอิง





