“หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice)” คือ หนังสือซึ่งเจ้าหนี้ส่งไปให้ลูกหนี้เพื่อแจ้งให้ลูกหนี้ทราบถึงหน้าที่ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติตามสัญญา โดยจะระบุระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา
หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหนี้อาจนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาลต่อไปได้
ในแง่มุมในการทำงานของทนายความนั้น คดีแพ่งเกือบทุกคดีทนายความจะดำเนินการส่ง “หนังสือบอกกล่าวทวงถาม” ไปยังลูกหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ทราบว่าต้องปฏิบัติตามสัญญาที่เคยตกลงกันไว้กับเจ้าหนี้ หากลูกหนี้ไม่ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงที่เคยตกลงกันไว้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เจ้าหนี้จะใช้สิทธิฟ้องคดี
วิธีการที่ทนายความใช้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามนั้น ทนายความจะส่งไปทางไปรษณีย์ตอบรับ เมื่อส่งไปแล้วจะมีใบแจ้งกลับมายังทนายความเพื่อแจ้งให้ทราบว่าลูกหนี้ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว ทนายความจะเก็บใบแจ้งนั้นไว้เป็นหลักฐานเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้อ้างว่ายังไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม
แต่อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้บัญญัติว่า ทนายความต้องส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังลูกหนี้ทุกครั้งก่อนฟ้องคดี บางคดีอาจจะไม่มีการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามก็ได้
อีกทั้งกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าข้อความที่ปรากฏในหนังสือบอกกล่าวทวงถามนั้นต้องกำหนดระยะเวลาให้ลูกหนี้ตามสัญญาภายในกำหนดระยะเวลาเท่าใด และยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าต้องกำหนดระยะเวลาเท่าใดในหนังสือบอกกล่าวทวงถามจึงจะเป็นระยะเวลาพอสมควร
จากการศึกษาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบรรพ 3 ว่าด้วยเรื่องเอกเทศสัญญา มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้
กรณีสัญญาซื้อขาย
มาตรา 470 วางหลักว่า “ถ้าผู้ซื้อผิดนัด ผู้ขายซึ่งได้ยึดหน่วงทรัพย์สินไว้อาจจะมีจดหมายบอกกล่าวไปยังผู้ซื้อให้ใช้ราคา ... ภายในเวลาอันควรซึ่งต้องกำหนดลงไว้ในคำบอกกล่าวนั้นด้วย ถ้าผู้ซื้อละเลยเสียไม่ทำตามคำบอกกล่าว ผู้ขายอาจนำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดได้”
กรณีสัญญาเช่าทรัพย์
มาตรา 551 วางหลักว่า “ถ้าความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินที่เช่านั้นไม่เป็นเหตุถึงแก่ผู้เช่าจะต้องปราศจากการใช้และประโยชน์และผู้ให้เช่ายังแก้ไขได้ ผู้เช่าต้องบอกกล่าวแก่ผู้ให้เช่าให้จัดการแก้ไขความชำรุดบกพร่องนั้นก่อน ถ้าและผู้ให้เช่าไม่จัดทำให้คืนดีภายในเวลาอันสมควร ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้
กรณีสัญญาจำนำ
มาตรา 764 วางหลักว่า “เมื่อจะบังคับจำนำ ผู้รับจำนำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้และอุปกรณ์ภายในเวลาอันควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้น ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนำชอบที่จะเอาทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายได้ แต่ต้องขายทอดตลาด”
กรณีสัญญาตัวการ ตัวแทน
มาตรา 829 วางหลักว่า “เมื่อสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปเพราะตัวแทนตายก็ดี ตัวแทนตกเป็นผู้ไร้ความสามารถหรือล้มละลายก็ดี ท่านว่าทายาทหรือบุคคลผู้รับหน้าที่ดูแลทรัพย์มรดกของตัวแทนโดยชอบด้วยกฎหมายต้องบอกกล่าวแก่ตัวการและจัดการเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการไปตามสมควรแก่พฤติการณ์ จนกว่าตัวการอาจเข้าปกปักรักษาประโยชน์นั้น ๆ ได้”
กรณีสัญญาประกันภัย
มาตรา 881 วางหลักว่า “ถ้าความวินาศเกิดขึ้นเพราะภัยมีขึ้นดั่งผู้รับประกันภัยตกลงประกันภัยไว้เมื่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ทราบความวินาศนั้นแล้ว ต้องบอกกล่าวแก่ผู้รับประกันภัยโดยไม่ชักช้า”
กรณีหุ้นส่วน บริษัท
มาตรา 1123 วางหลักว่า “ถ้าผู้ถือหุ้นคนใดละเลยไม่ส่งใช้เงินที่เรียกค่าหุ้นตามวันกำหนด กรรมการจะส่งคำบอกกล่าวด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังผู้นั้นให้ส่งใช้เงินที่เรียกกับทั้งดอกเบี้ยด้วยก็ได้ ในคำบอกกล่าวอันนี้ ให้กำหนดเวลาไปพอสมควรเพื่อให้ใช้เงินที่เรียกกับทั้งดอกเบี้ย และต้องบอกไปด้วยว่าให้ส่งใช้ ณ สถานที่ใด อนึ่งในคำบอกกล่าวนั้นจะแจ้งไปด้วยก็ได้ว่า ถ้าไม่ใช้เงินตามเรียก หุ้นนั้นอาจจะถูกริบ”
กรณีต่าง ๆ ข้างต้นพบว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเพียงหน้าที่ของผู้ขาย ผู้เช่า ผู้รับจำนำ ทายาทหรือบุคคลผู้รับหน้าที่ดูแลทรัพย์มรดกของตัวแทน ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือกรรมการเท่านั้น ที่ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ได้บัญญัติว่าจะต้องกำหนดระยะเวลานานเพียงใดไว้ในหนังสือบอกกล่าวทวงถาม
จึงอาจมีกรณีข้อพิพาทเกิดขึ้นว่าเจ้าหนี้กำหนดระยะเวลาไว้ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามพอสมควรในแต่ละกรณีแล้วหรือไม่
เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งแตกต่างจากสัญญาจำนองในเรื่องของการบังคับจำนองตามมาตรา 728 ซึ่งวางหลักว่า “เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น
ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาล เพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้”
ดังนั้น พบว่าหากเป็นเรื่องการบังคับจำนองไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติว่าเจ้าหนี้ต้องกำหนดระเวลาเท่าใดเพื่อให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม เนื่องจากกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่าผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น
ผู้เขียนมีความเห็นว่า ประเด็นที่เกี่ยวกับระยะเวลาที่ควรกำหนดไว้ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามในสัญญาประเภทต่าง ๆ ตามที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น นอกเหนือจากเรื่องการบังคับจำนองนั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ควรบัญญัติในเรื่องของระยะเวลาขั้นต่ำที่ต้องกำหนดไว้ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชัดแจ้ง เพื่อให้คดีพิพาททุกคดีเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการโต้แย้งว่าการบอกกล่าวทวงถามได้กระทำโดยชอบหรือไม่





