background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

หรือรัฐบาลไทยรับมือปัญหา ‘น้ำท่วม’ ผิดจุด เน้น ‘บรรเทา’ มากกว่า ‘ป้องกัน’

หรือรัฐบาลไทยรับมือปัญหา ‘น้ำท่วม’ ผิดจุด เน้น ‘บรรเทา’ มากกว่า ‘ป้องกัน’

หรือรัฐบาลไทยรับมือปัญหา ‘น้ำท่วมใหญ่’ ที่เกิดขึ้นซ้ำซากผิดจุด จากงบประมาณส่วนใหญ่เน้น ‘บรรเทา’ มากกว่า ‘ป้องกัน’ และขาด ‘ยุทธศาสตร์’ ป้องกันน้ำท่วม ซึ่งไทยเข้าใกล้ช่วงเวลาน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปี

โลกร้อน อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้บรรยากาศเก็บความชื้นได้มากขึ้น เมื่อรวมกับ พายุ ก็ทำให้เกิดฝนตกหนักและ น้ำท่วม ตามมาซึ่งตอนนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาที่คล้ายๆกันทั้ง ยุโรป แอฟริกา เอเชีย และ “ไทย”

เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยเจอกับ “วิกฤติน้ำท่วม” ตั้งแต่เดือนม.ค.ถึงมิ.ย. 2567 ไทยเผชิญมรสุมที่พัดผ่านประเทศและปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติถึง 50-60% เกินความสามารถของดินที่จะอุ้มน้ำได้ จนทำให้เกิดอุทกภัย นับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 8 ก.ย. มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 50 จังหวัดเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 40 จังหวัด และยังคงมีอีก 10 จังหวัดที่ยังเผชิญอุทกภัยอยู่

รัฐบาลเน้น ‘บรรเทา’ ไม่เน้น ‘ป้องกัน’

ปัญหาน้ำท่วม ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก จนคนคิดว่าคือเรื่องปกติที่ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือเพราะว่าไม่มีการเตรียมการล่วงหน้าจากบทเรียนในอดีต ย้อนกลับไปดูตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม รัฐบาลไทยแก้ปัญหาอย่างไร?

วันนี้ “คริษฐ์ ปานเนียม” สส.จังหวักตาก พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของ รัฐบาลไทย ที่ “ผิดจุด” ที่ผ่านมาประเทศไทยแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมด้วยคำว่า “ป้องกันและบรรเทา” คือเน้นเยียวยา มีการแล่นเรือไปช่วยพื้นที่ประสบภัย ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน ไม่เก็บค่าน้ำ-ค่าไฟ เมื่อน้ำลดก็ใช้งบประมาณช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนตามความเสียหาย 

หรือรัฐบาลไทยรับมือปัญหา ‘น้ำท่วม’ ผิดจุด เน้น ‘บรรเทา’ มากกว่า ‘ป้องกัน’

“แต่สุดท้ายวิธีการแก้ปัญหาก็วนเวียนแบบนี้ เพราะปีหน้าก็เกิดน้ำท่วม ท่วมแล้วก็บรรเทา แล้วก็เยียวยา บรรเทาแล้วก็เยียวยาแบบนี้ต่อไป”

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ สามารถเลิกเยียวยาแล้วเปลี่ยนวิธีคิดได้หรือไม่ ปัจจุบันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศูนย์ปภ.) มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับปีนี้ไว้ 2 ส่วน คือ 400 ล้านบาท ในขณะที่งบประมาณส่วนป้องกันมีเพียง 50 ล้านบาท เพียงจุดนี้จุดเดียวฉายภาพให้เห็นวิธีคิดที่รัฐบาลมุ่งเน้นเพื่อการเยียวยา

ไทยขาด ‘ยุทธศาสตร์’ ป้องกันน้ำท่วม

ก่อนหน้านี้ งบประมาณส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา “ภัยแล้ง” มุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อส่งน้ำให้กับเกษตรกรและประชาชนที่ขาดแคลนน้ำ การสร้างเขื่อนส่วนใหญ่มีสาเหตุเพื่อกักเก็บน้ำ ซึ่งรัฐบาลเพิ่งหันมาให้ความสนใจกับการ "ป้องกันปัญหาน้ำท่วม" ไม่กี่ปีให้หลังเท่านั้น และเรายังไม่เคยเห็นการ “วางยุทธศาสตร์” เพื่อป้องกันน้ำท่วมหรืออุทกภัยหรือภัยพิบัติต่างๆ เลย

สำหรับโครงการป้องกันน้ำท่วมส่วนใหญ่ถูกดำเนินการในเขตเมืองที่เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ เช่น กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ในเขตเทศบาล โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละจังหวัดจะได้รับการสนับสนุนเพียงปีละประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบผูกพันแบบปีต่อปี ซึ่งอาจทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า 

คริษฐ์ ฉายภาพเขตเทศบาลของจังหวัดตากที่ได้งบประมาณ 600 ล้านบาท ตอนนี้เข้าสู่เฟสที่ 3 ซึ่งใกล้เสร็จแล้ว และสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ดีทีเดียว แต่ประเด็นคือ “น้ำไม่ได้ท่วมในเขตเมืองอย่างเดียว”

2 ทางออกที่อาจเป็นไปได้

  • เติมงบประมาณ สร้าง ‘เส้นเลือดฝอย’

งบประมาณสำหรับโครงการด้านน้ำกว่าแสนล้านบาทได้ถูกจัดสรรให้ครงการด้านน้ำและหน่วยงานน้ำต่างๆ ทั้ง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า หรืออีกหลายหน่วยงาน แต่อย่าลืมว่ายังมีโครงการขนาดใหญ่ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นงบผูกพันตั้งแต่สมัยของรัฐบาลประยุทธ์หายไปกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท 

สุดท้ายแล้ว เหลืองบประมาณสำหรับโครงการขนาดเล็กที่จะเริ่มต้นวันนี้เพื่อบริหารจัดการน้อยมาก ดังนั้นเราควรเพิ่มงบประมาณส่วนนี้ในอีก 2-3 ปี แล้วกลับสู่ระดับเดิมหลังจากที่โครงการใหญ่ซึ่งเป็นงบผูกพันเสร็จสิ้น

หรือรัฐบาลไทยรับมือปัญหา ‘น้ำท่วม’ ผิดจุด เน้น ‘บรรเทา’ มากกว่า ‘ป้องกัน’

“วันนี้เราต้องมีระบบเส้นเลือดฝอย(โครงการเล็กๆ) เพราะถ้ามีแต่เส้นเลือดใหญ่(โครงการขนาดใหญ่) วันใดที่อาการสโตคกำเริบ และเส้นเลือดแตก มันก็อันตราย”

คริษฐ์ พูดถึงการเพิ่มงบประมาณเพื่อสร้างเส้นเลือดฝอยในทุกลุ่มน้ำได้พัฒนาพร้อมกันทั้งประเทศควบคู่ไปกับโครงการขนาดใหญ่ เช่น ลำน้ำหนึ่งสายยาว 400-500 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันนี้มีงบประมาณปีละ  3-5 ล้าน ทำให้สามารถขุดลอกคูครองได้เพียงแค่ 10-20 กิโลเมตรเท่านั้น สุดท้ายแล้วน้ำพัดพาตะกอนทับถมจนเกิดเป็นปัญหาใหญ่อีกครั้ง

  • ทีมเฉพาะกิจ ‘ภัยพิบัติ’

นอกเหนือจากการขาดงบประมาณเพื่อจัดสรรให้กับโครงการเล็กๆ แล้ว ไทยยังขาดหน่วยงานตรงกลางในการวางแผนให้เป็นรูปแบบเดียวกันในทั้งระบบ และเราควรให้อำนาจแก่ผู้มีความรู้

การตั้งวอร์รูมเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในวันนี้ แม้ว่าสนทช., สสน.และกรมอุตุ ล้วนมีองค์ความรู้ แต่ไม่สามารถสั่งการได้ เพราะข้อกฏหมายให้อำนาจองค์กรเหล่านี้แค่ให้ข้อมูล ทำหน้าที่เฝ้าระวังภัย แต่ไม่สามารถประกาศว่าเป็นภัยพิบัติได้ เพราะอำนาจหน้าที่อยู่กับ นายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการ  ดั้งนั้นต้องการแก้กฎหมายและการเติมงบประมาณเข้ามา

“วันนี้เราหน่วยงานที่ทำเรื่องน้ำเยอะมาก และเราลืมเรื่องชุดเฉพาะกิจขึ้นมา เหมือนขาดทีมอเวนเจอร์ส ที่ดูแลเรื่องภัยพิบัติโดยตรงแล้วก็มีอำนาจสั่งการ ให้อำนาจหน้าที่ผู้ที่มีความรู้และจัดสรรงบสำหรับวิธีแก้ไขปัญหา”

ไทยตั้งรับน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปี หรือยัง?

ตอนนี้ครม. อนุมัติงบกลาง 3,045.51 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567  ซึ่งคริษฐ์มองควรพิจารณาการบรรเทาที่สมเหตุสมผล 

ทั้งนี้ เป็นไปได้หรือไม่ หากรัฐบาลกลับมุมมอง โดยที่ไม่ต้องรอให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแต่นำเงินที่ถูกจัดสรรเพื่อการเยียวยามาวางแผนป้องกัน  หากไม่ป้องกันปัญหานี้อาจเกิดขึ้นซ้ำซากและสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล ถ้ารัฐบาลวางแผนไม่ดี อาจทำให้น้ำไหลลงจากบนลงล่าง เข้าสู่เขตเศรษฐกิจอย่าง “กรุงเทพมหานคร” 

หรือรัฐบาลไทยรับมือปัญหา ‘น้ำท่วม’ ผิดจุด เน้น ‘บรรเทา’ มากกว่า ‘ป้องกัน’

คริษฐ์  ยกตัวอย่าง “Delta Works” ถือเป็นระบบป้องกันน้ำท่วมที่ดีที่สุดของโลกในประเทศเนเธอร์แลนด์ จากบทเรียนอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว ที่ทิ้งความเสียหายมากมาย สู่ตั้งโครงการ  Delta Works แม้ว่าจะสร้างเสร็จเมื่อ 27 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งได้ใช้งานจริงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นี่คือตัวอย่างของการป้องกันและเตรียมการอย่างแท้จริง 

อย่างไรก็ตาม ตามสถิติแล้วไทยจะเจอกับน้ำท่วมใหญ่ในทุกๆ 50 ปี ดูเหมือนว่าไทยเข้าใกล้เวลานั้นแล้วและวัฎจักรของการเกิดมรสุมกำลังสั้นลงเรื่อยๆ แต่ทว่ารัฐบาลไทยยังไม่ทำอะไรเลย แม้ว่ามีการศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งใช้งบประมาณไม่ต่างจากเราเลย แต่ไทยไม่ได้ผลลัพธ์แบบเขา หนำซ้ำ “เงินยังหายละลายไปกับน้ำ”