เป็นที่ยอมรับกันว่าในระยะหลังว่า เศรษฐกิจโลกยุคใหม่จะถูกขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม
ซึ่งจากการแบ่งกลุ่มประเทศตามระดับการพัฒนาโดย World Economic Forum (WEF) ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยปัจจัยการผลิต (Factor-driven) กลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยประสิทธิภาพ (Efficiency-driven) และกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรม(Innovation-driven) ซึ่งมักเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยในปัจจุบันไทยถูกจัดอยู่ในระหว่างกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สาม และอย่างที่ทราบกันว่าไทยเราขณะนี้ยังติดอยู่ใน “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ซึ่งในช่วงใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 3-4% เท่านั้น และยังมีความท้าทายจากหลายด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงอายุ การลดลงของกำลังแรงงาน และข้อจำกัดและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ
บทความนี้พยายามจะตอบคำถามสำคัญว่า สถานะและลักษณะการใช้นวัตกรรมของไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไรในตอนที่ 1 และจะประเมินว่าไทยจะก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรมได้หรือไม่อย่างไรในตอน 2 โดยในตอนที่ 1 จะพูดถึงความสำคัญของนวัตกรรมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ประสบการณ์รูปแบบการใช้นวัตกรรมของต่างประเทศและช่องทางการใช้นวัตกรรมของไทยทั้งการคิดค้นขึ้นมาเองและการซื้อมาจากผู้คิดค้น
นวัตกรรม: กุญแจสำคัญสู่การเติบโตในระยะยาว
หลายๆ ท่านอาจเข้าใจผิดคิดว่านวัตกรรม คือการประดิษฐ์สิ่งของชนิดใหม่เท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว จากงานศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันสรุปได้ว่า “นวัตกรรมเป็นการใช้องค์ความรู้เพื่อสร้างสิ่งใหม่หรือพัฒนาสิ่งเดิมอย่างมีนัยยะสำคัญซึ่งอาจอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ กระบวนการ รูปแบบองค์กร หรือการตลาดก็ได้” นวัตกรรมในรูปแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มของสินค้า หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายการผลิตขณะที่นวัตกรรมด้านองค์กรส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในระบบงาน และนวัตกรรมด้านการตลาดทำให้ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองในการกำหนดราคาสูงขึ้น
ทฤษฎีเศรษฐกิจมหภาคที่เป็นที่ยอมรับแพร่หลายอย่าง Solow-Swan Growth Model (1956) ได้อธิบายว่าการเติบโตของเศรษฐกิจนั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับการสะสมทุนและกำลังแรงงานแล้วยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาผลิตภาพ หรือคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกด้วย นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Solow (1957) ได้พิสูจน์ในเชิงประจักษ์ว่าบทบาทของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้น สำคัญกว่าการสะสมทุนถึง 7 เท่า โดยอธิบายว่าการสะสมทุนอาจมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ระยะยาวความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
นวัตกรรมกับกระบวนทัศน์ใหม่ของโลก
ในปัจจุบัน เรามักจะพบว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจมีลักษณะร่วมกันประการหนึ่ง คือ มีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาในระดับสูงและต่อเนื่องโดยกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP อยู่ที่ 2.5%-3.0% ในขณะที่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางกึ่งสูงและประเทศรายได้ปานกลางมีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ต่ำกว่า 2.0%
ผลงานวิจัย Global Innovation 1000 จัดทำเป็นประจำทุกปีโดย PricewaterhouseCoopers บริษัทตรวจสอบบัญชี Big Four ซึ่งฉบับล่าสุดของปี 2015 (รูป 1) ชี้ให้เห็นว่าในแง่ของผู้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาภูมิภาคอเมริกาเหนือลงทุนสูงสุดรองลงมา คือ ภูมิภาคยุโรปและเอเชีย เช่นเดียวกับอันดับในปี 2007 ในแง่ของผู้รับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ในปี 2015 ภูมิภาคเอเชียรับการลงทุนสูงสุด จากเดิมที่เคยอยู่อันดับสุดท้ายในปี 2007 สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของเงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามายังภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยในส่วนของโครงสร้างการลงทุนภายในเอเชีย จะพบว่าประเทศที่ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสูงสุด 3 อันดับแรก คือญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ เราเห็นอินเดียเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นด้วย แสดงถึงความตื่นตัวในการใช้นวัตกรรมที่สูงขึ้นและการยกระดับศักยภาพด้านการผลิตนวัตกรรมของเอเชีย
หากแต่ไทยยังคงพึ่งพานวัตกรรมจากต่างประเทศเป็นหลัก
ในทางปฏิบัติช่องทางการมีนวัตกรรมมี 2 ช่องทางคือ การคิดค้นขึ้นมาเองและการซื้อมาจากผู้คิดค้นในช่องทางแรก เราวัดจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ซึ่งสัดส่วนนี้ของไทยตั้งแต่ปี 2000-2013 เฉลี่ยอยู่ที่ 0.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงอยู่มาก ในภาพรวม กว่า 60% ของเงินลงทุนมาจากภาครัฐแต่ในช่วง 2-3 ปีหลัง เงินลงทุนมาจากทั้งภาครัฐและเอกชนในอัตราส่วนเท่าๆ กันและในช่องทางที่สอง การซื้อนวัตกรรมจากผู้คิดค้นเราวัดจากสถิติดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยี (Technology Balance of Payments) (รูป 2) ที่สะท้อนถึงระดับการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยสัดส่วนดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีต่อ GDP ของไทยโดยเฉลี่ยระหว่างปี 2012-2015 อยู่ที่ 2.3%
หากรวมทั้งสองช่องทางแล้ว จะเห็นได้ว่าไทยมีระดับการใช้นวัตกรรมไม่น้อยโดยพึ่งพาการคิดค้นของต่างประเทศเป็นหลัก โดย 60% ของรายจ่ายทางเทคโนโลยีเป็นค่าที่ปรึกษาและการให้บริการทางเทคนิค ซึ่งเป็นค่าตอบแทนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้ความรู้ และผู้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค และอีก 40% เป็นค่าบริการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคือค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน และไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงินต้องจ่ายให้กับผู้คิดค้นเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญานั้น ขณะที่เกือบทั้งหมดของรายรับทางเทคโนโลยีเป็นการให้บริการทางเทคนิค
ผลการศึกษานี้สรุปได้ว่าไทยมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้นวัตกรรมที่มากขึ้นสอดคล้องกับผลวิจัยของ The Global Innovation Index 2015 จัดทำโดย INSEAD พบว่าไทยเป็น 1 ใน 15 ประเทศที่โดดเด่นกว่ากลุ่ม Upper-middle income countries 38 ประเทศในด้านนวัตกรรม
ฉบับถัดไปเราจะประเมินว่าไทยจะก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรมได้หรือไม่ อย่างไรโดยเจาะลึกข้อมูลระดับบริษัทเพื่อเข้าไปดูว่าในบ้านเรา ใครเป็นผู้นำเข้านวัตกรรม และเป็นบริษัทประเภทใดรวมถึงแนวนโยบายการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม
----------------------
ดร.เสาวณี จันทะพงษ์
ขวัญรวี ยงต้นสกุล

