background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

‘เยอรมนี’ เสาหลัก EU เสี่ยงเผชิญเศรษฐกิจถดถอย!

‘เยอรมนี’ เสาหลัก EU เสี่ยงเผชิญเศรษฐกิจถดถอย!

หลังจาก “ญี่ปุ่น” กับ “สหราชอาณาจักร” เข้าสู่เศรษฐกิจถดถอยแล้ว “เยอรมนี” เป็นอีกประเทศที่สุ่มเสี่ยงเผชิญ “ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ” เช่นกัน เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ทั้งปี 2566 ติดลบ 0.3% จากปีก่อนหน้า

ที่สำคัญ เยอรมนีถือเป็น “เสาหลัก” เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU) ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก หากประเทศแห่งเบียร์นี้เผชิญภาวะถดถอย ก็สะเทือนทั่วทั้งยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังเป็นคู่ค้า “อันดับที่ 15 ของไทย” ประจำปี 2566 ด้วยมูลค่าการค้า 369,460 ล้านบาทตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์  

ธนาคารกลางเยอรมันเตือนว่า ในไตรมาส 1 ของปีนี้ เศรษฐกิจเยอรมนี มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค อันเกิดจากอุปสงค์ภายนอกประเทศที่อ่อนแอ ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และผลพวงจากดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูง

ถ้าดูเงินเฟ้อปีต่อปีของเยอรมนี จะพบว่า เมื่อเดือน ก.พ. 2566 เคยขึ้นแตะระดับ 8.7% จนธนาคารกลางยุโรปขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้นเรื่อย ๆ สู่ระดับ 4.5% แม้ว่าจะทำให้เงินเฟ้อประเทศปรับตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ 2.9% ในเดือน ม.ค. 2567 แล้ว แต่สิ่งที่แลกมาคือ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่อาจถึงขั้นถดถอย 

ไม่เพียงเท่านั้น โรเบิร์ต ฮาเบ็ค (Robert Habeck) รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจของเยอรมนีได้ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของปี 2567 จากเดิมที่เติบโต 1.3% เป็น 0.2% แทน และกล่าวว่าเศรษฐกิจประเทศในขณะนี้ไม่สู้ดีนัก

ฮาเบ็คกล่าวต่อว่า รายได้เยอรมนีพึ่งพาการส่งออกไม่น้อย จึงชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจทั่วโลก อีกทั้งสงครามรัสเซียกับยูเครนที่ผ่านมา ทำให้ประเทศเผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้น จากการลดพึ่งพาพลังงานราคาถูกของรัสเซีย และหันมาใช้พลังงานจากแหล่งอื่นแทน

ขณะที่ อังเดร คาซิมีร์ (André Kasimir) เจ้าของบริษัทด้านการก่อสร้าง Kasimir Bauunternehmung กล่าวว่า เยอรมนีกำลังเข้าสู่เส้นทาง “คนป่วยแห่งยุโรป”

กระตุ้นเศรษฐกิจยาก เพราะการเมืองเข้าสู่ “ทางตัน”

นับตั้งแต่ปีที่แล้ว รัฐบาลเยอรมนีพยายามผลักดันงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยฮาเบ็คร่างกฎหมายลดความยุ่งยากทางโครงสร้างราชการ พร้อมมาตรการลดหย่อนภาษีธุรกิจด้วยมูลค่ารวมหลายพันล้านยูโร

แม้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านสภาผู้แทนราษฎร (Bundestag) ของเยอรมนีแล้ว แต่ไม่ผ่านสภาสูง อีกทั้งยังเกิดความขัดแย้งในฝั่งรัฐบาลผสมด้วย เมื่อฮาเบ็คต้องการปลดล็อกกฎหมายเพดานหนี้ เพื่อเพิ่มวงเงินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่รัฐมนตรีฝ่ายการเงินซึ่งเป็นคนละพรรคกังวลประเด็นภาระหนี้ และมองว่าประเทศควรใช้มาตรการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจแทน การชักเย่อเช่นนี้ ทำให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

นี่ยังไม่นับรวมเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันตัดสินว่า การจัดสรรเงิน 60,000 ล้านยูโรของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและอุดหนุนโครงการพลังงานหมุนเวียน เป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินคล้ายช่วงโควิด-19

กรณีเยอรมนี ส่อกระทบไทยอย่างไร

เนื่องจาก “เยอรมนี” เป็นคู่ค้าอันดับที่ 15 ของไทยประจำปี 2566 ด้วยมูลค่าการค้า 369,460 ล้านบาท ดังนั้น ภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจย่อมทำให้ยอดส่งออกไทยไปเยอรมนีชะลอตัวลงด้วย โดยสินค้าที่ไทยส่งออกไป “เยอรมนี” มากที่สุด 5 อันดับแรก ประจำปี 2566 ตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ มีดังนี้

1. แผงวงจรไฟฟ้า 21,888.01 ล้านบาท

2. อัญมณีและเครื่องประดับ 17,867.51 ล้านบาท

3. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 15,418.37 ล้านบาท

4. รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 6,982.11 ล้านบาท

5. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล 6,823.04 ล้านบาท

เรื่องราวความขัดแย้งในการเมืองเยอรมนี รวมถึงเศรษฐกิจที่หดตัวลง ถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนรวมถึงนักธุรกิจที่ค้าขายกับเยอรมนีและยุโรป ควรติดตามอย่างใกล้ชิด และหากประเทศศูนย์กลางการค้ายุโรปนี้เกิดปัญหาทางการเงินขึ้น ก็น่าติดตามต่อว่าจะก่อให้เกิด “โดมิโนวิกฤติเศรษฐกิจไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปอีกหรือไม่

อ้างอิง: profitdestatisbbcreuterseuronews