อนาคต ‘Apple’ ในจีน ยังโตต่อได้หรือไม่ เมื่อรายได้ร่วงหนักสุดนับจากปี 2561

อนาคต ‘Apple’ ในจีน ยังโตต่อได้หรือไม่ เมื่อรายได้ร่วงหนักสุดนับจากปี 2561

ส่องอนาคต “Apple” จากผลประกอบการในจีน ที่มีรายได้หดลง 13% ซึ่งลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561 ทำให้เกิดคำถามว่า Apple จะมีโอกาสเติบโตในตลาดจีนได้อีกหรือไม่ หรือกระแสนิยมของแบรนด์มาถึงทางตันแล้ว

Key Points

  • ยอดขาย Apple ในตลาดจีนของไตรมาส 1 สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุด 30 ธ.ค. 2566 ได้ “ลดลง 13%” มาอยู่ที่ 20,800 ล้านดอลลาร์
  • Huawei แม้จะถูกสหรัฐคว่ำบาตรด้วยเหตุผลทางความมั่นคง แต่ยอดขายกลับพุ่ง 36% ในจีน
  • Apple เผชิญปัจจัยกดดันด้าน “ข้อพิพาททางสิทธิบัตร” กับ Masimo บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ชื่อดัง เกี่ยวกับฟีเจอร์วัดระดับออกซิเจนในเลือด


ในยุคปัจจุบัน Apple (แอปเปิ้ล) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐและเป็นผู้ผลิต iPhone แม้เป็นบริษัทขึ้นหิ้งของเหล่านักลงทุน รวมถึงเป็นแบรนด์แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่กลับประสบ “ปัญหาใหญ่” จากกรณีล่าสุด ยอดขาย Apple ใน “ตลาดจีน” ของไตรมาส 1 สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุด 30 ธ.ค. 2566 ได้ลดลง 13% มาอยู่ที่ 20,800 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขนี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของเหล่านักลงทุน เพราะเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561  และห่างจากตัวเลขคาดหวังของนักวิเคราะห์ที่ควรอยู่ที่ 23,500 ล้านดอลลาร์ โดย “ตลาดจีน” มีความสำคัญกับ Apple อย่างยิ่ง เพราะคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของยอดขายบริษัททั้งหมด

ก่อนหน้าที่ยอดขายในแดนมังกรจะตก Apple ได้เผชิญปัจจัยกดดันทางรายได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลจีนสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้ผลิตภัณฑ์ Apple ในที่ทำงาน และ Huawei (หัวเว่ย) บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Apple ได้วางจำหน่ายสมาร์ทโฟนในสเปกสุดล้ำ ล้ำสมัยในระดับที่สู้กับสเปกของ iPhone ได้ และมีราคาต่ำกว่าด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ยอดขาย iPad และอุปกรณ์สวมใส่ในจีนก็อ่อนแอ ซึ่งบริษัทเคยกล่าวมาก่อนแล้วว่า ตัวเลขการเติบโตของ iPhone และอุปกรณ์อื่น ๆ อาจไม่แข็งแกร่งตามที่นักลงทุนคาดหวังไว้

แบรนดอน นิสเพล (Brandon Nispel) นักวิเคราะห์ของบริษัทด้านการลงทุน KeyBanc Capital Markets ให้ความเห็นว่า “เราเชื่อว่า ความคาดหวังของผู้คนต่อ Apple จะไปในทิศทางต่ำลงอีกครั้ง”

ขณะที่ ลูกา เมสทรี (Luca Maestri) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของ Apple กล่าวว่า เซกเตอร์มือถือในจีนถือเป็นตลาดที่แข่งขันดุเดือดที่สุดในโลก ซึ่งไม่ได้มีเพียง Apple ที่มียอดขายตก แต่แบรนด์คู่แข่งก็ตกเช่นกัน ยกเว้นแบรนด์เดียว คือ “Huaweiแม้จะถูกสหรัฐคว่ำบาตรด้วยเหตุผลทางความมั่นคง แต่ยอดขายกลับพุ่ง 36% ในจีน ซึ่งมาจากการชิงวางจำหน่ายสมาร์ทโฟน Mate 60 Pro ก่อนที่ iPhone 15 จะออกมา รวมถึงมีกระแสชาตินิยมประเทศส่งเสริมด้วย

อนาคต ‘Apple’ ในจีน ยังโตต่อได้หรือไม่ เมื่อรายได้ร่วงหนักสุดนับจากปี 2561 - iPhone 15 (เครดิต: Apple) -

อนาคต ‘Apple’ ในจีน ยังโตต่อได้หรือไม่ เมื่อรายได้ร่วงหนักสุดนับจากปี 2561 - Mate 60 Pro (เครดิต: Huawei) -

“พวกเราไม่ได้มีความสุขกับยอดขายที่ลดลง แต่จีนเป็นตลาดที่แข่งขันดุเดือดที่สุดในโลก” เมสทรีกล่าวย้ำ

หลังจากผลประกอบการล่าสุดนี้ออกมา ราคาหุ้น Apple ก็ร่วงลงมากกว่า 3% เป็นราคาปิดที่ 186.86 ดอลลาร์ในวันพฤหัส (1 ก.พ. 2567)

  • เปิดผลประกอบการโดยแยกตาม 5 กลุ่มธุรกิจ

สำหรับกำไรไตรมาส 1 ของ Apple ได้เพิ่มขึ้น 16% มาอยู่ที่ 2.18 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.11 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยแยกเป็น 5 กลุ่มธุรกิจดังนี้

1. iPhone เป็นส่วนที่สร้างเงินให้ Apple มากที่สุด มาพร้อมรายได้ 69,700 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ 68,600 ล้านดอลลาร์

2. Mac มีรายได้ 7,780 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 7,735 ล้านดอลลาร์

3. iPad รายได้ลดลง 25% มาอยู่ที่ 7,020 ล้านดอลลาร์ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 9,396 ล้านดอลลาร์

4. อุปกรณ์สวมใส่และของใช้ในบ้าน เช่น นาฬิกาอัจฉริยะ Apple Watch และหูฟัง AirPods มีรายได้ลดลงมาอยู่ที่ 11,953 ล้านดอลลาร์ ลดลง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 13,482 ล้านดอลลาร์ จากปัจจัยกดดันด้าน “ข้อพิพาททางสิทธิบัตร” กับ Masimo บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ชื่อดัง เกี่ยวกับฟีเจอร์วัดระดับออกซิเจนในเลือด จนคณะกรรมการการค้าของสหรัฐ (ITC) ตัดสินใจระงับการนำเข้า Apple Watch รุ่น Ultra 2 และ Series 9 ที่จะขายในสหรัฐ

5. กลุ่มบริการ ซึ่งรวม App Store และ Apple TV+  มีรายได้ 23,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11% ซึ่งยังคงห่างจากตัวเลขคาดหวังของนักลงทุนที่ 23,400 ล้านดอลลาร์

แม้ผลประกอบการ Apple ชะลอตัวลงในตลาดจีน แต่เมื่อไม่นานมานี้ ทิม คุก (Tim Cook) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Apple ประกาศอย่างมั่นใจว่า บริษัทมีไพ่เด็ดอย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) และกำลังหันมาลุยด้านนี้เต็มที่ เพื่อใส่ AI ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของตัวเอง สามารถรอฟังข่าวดีภายในปีนี้ และไม่แน่ว่า อาจกลายเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ ChatGPT แชตบอต AI ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท OpenAI (โอเพนเอไอ)

อ้างอิง: bloombergbloomberg(2)