‘เจนเซน หวง’ ยอด CEO ผู้ปั้น ‘Nvidia’ สู่มูลค่า 1 ล้านล้านดอลล์ ใหญ่กว่า ‘Tesla’ และ 'Meta'

‘เจนเซน หวง’ ยอด CEO ผู้ปั้น ‘Nvidia’ สู่มูลค่า 1 ล้านล้านดอลล์ ใหญ่กว่า ‘Tesla’ และ 'Meta'

จากการที่บริษัท Nvidia ทำมูลค่าแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่ามูลค่าบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla หรือบริษัท Meta เจ้าของ Facebook จึงน่าสนใจว่าเจ้าของบริษัท Nvidia และตัวบริษัทมีประวัติความเป็นมาอย่างไร

Key Points

  • จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Nvidia ขึ้นมายืนแถวหน้าอย่างโดดเด่น คือ ช่วงปี 2542 Nvidia ออกการ์ดจอรุ่น GeForce ออกมา ที่ทั้งกราฟิก 3 มิติ และลูกเล่นเหนือกว่าคู่แข่ง
  • การ์ดจอนอกจากใช้งานในวงการเกมแล้ว ยังถูกใช้งานในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้การประมวลผลหนัก อย่างการขุดบิตคอยน์ ไปจนถึงใช้งานใน AI ปัจจุบัน
  • ข้อมูลจาก New Street Research ปัจจุบัน ระบุว่า บริษัท Nvidia ครองส่วนแบ่งการตลาดชิปประมวลผลกราฟิกด้าน AI มากถึง 95%


“Nvidia” (อินวิเดีย) บริษัทออกแบบและผลิตการ์ดจอ (GPUs) กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในแวดวงธุรกิจระดับโลก หลังราคาหุ้นพุ่งแตะ 410 ดอลลาร์และทำสถิติมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 35 ล้านล้านบาท) เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา จากอานิสงส์การใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงส่งผลให้ยอดใช้งานการ์ดจอ Nvidia เพื่อประมวลผล AI เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มูลค่าตลาดของ Nvidia ขณะนี้ลงมาอยู่ที่ระดับไม่ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว หลังราคาหุ้นคลายความร้อนแรง ปิดที่ 397.70 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.

 

‘เจนเซน หวง’ ยอด CEO ผู้ปั้น ‘Nvidia’ สู่มูลค่า 1 ล้านล้านดอลล์ ใหญ่กว่า ‘Tesla’ และ \'Meta\'

- Nvidia ผู้ผลิตการ์ดจอ (เครดิต: AFP) -

  

เจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท Nvidia ก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 6,500 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา จากการที่ราคาหุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 24% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์

ในปัจจุบัน เขามีความมั่งคั่งราว 34,000 ล้านดอลลาร์ รวยเป็นอันดับ 38 ของโลก ตามข้อมูลของดัชนีมหาเศรษฐีพันล้านบลูมเบิร์ก (Bloomberg Billionaires Index) ณ วันที่ 1 มิ.ย.

เมื่อหวงนำเสนอผลิตภัณฑ์การ์ดจอรุ่นใหม่ เขาจะเดินออกมาพร้อมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำ เขายังเป็นผู้นำที่กระตือรือร้นเสมอและทำงานตลอด แม้กระทั่งวันหยุดของตัวเองก็ตาม โดยวลีที่หวงกล่าวไว้คือ “Nobody is the boss. The project is the boss.” “ไม่มีใครเป็นเจ้านาย นอกจากตัวโครงการ”

 

‘เจนเซน หวง’ ยอด CEO ผู้ปั้น ‘Nvidia’ สู่มูลค่า 1 ล้านล้านดอลล์ ใหญ่กว่า ‘Tesla’ และ \'Meta\'

- สไตล์การแต่งตัวของเจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia (เครดิต: AFP) -

 

  • “เจนเซน หวง” แม่ทัพผู้อยู่เบื้องหลัง

สำหรับหวง พื้นเพเดิมเกิดที่ไต้หวันเมื่อปี 2506 และอพยพมายังประเทศสหรัฐพร้อมครอบครัวเมื่อเขาอายุเพียง 9 ปี สำเร็จปริญญาตรีด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัย Oregon State University ในปี 2527 และสำเร็จปริญญาโทด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัย Stanford University ในปี 2535

เมื่อปี 2536 ตอนเขาอายุเพียง 30 ปีก็เริ่มก่อตั้งบริษัท Nvidia ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คนคือ เคอร์ทิส พรีม (Curtis Priem) และคริส มาลาโชวสกี (Chris Malachowsky)

ช่วงที่บริษัท Nvidia เริ่มเข้าสู่วงการการ์ดจอเมื่อต้นปี 2533 มีบริษัทการ์ดจอคู่แข่งอยู่จำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ATI Technologies, Matrox, Chips & Technology, S3 Graphics และ 3Dfx

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Nvidia ขึ้นมายืนแถวหน้าอย่างโดดเด่น คือ ช่วงปี 2542 Nvidia ออกการ์ดจอรุ่น GeForce ออกมา ที่ทั้งกราฟิก 3 มิติและลูกเล่นต่าง ๆ ที่เหนือกว่าคู่แข่ง

 

  • Nvidia เจอคู่แข่งใหญ่อย่าง AMD

ในเวลาต่อมา ผู้เล่นในสนามการ์ดจอก็เริ่มลดลง จากการที่เมื่อปี 2549 บริษัทผลิตซีพียูอย่าง AMD เข้าซื้อกิจการบริษัทการ์ดจอ ATI คู่แข่ง Nvidia ด้วยมูลค่า 5,600 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายกิจการ AMD ไปสู่ชิปเซ็ตกราฟิก ซึ่งจำเป็นต่อวิดีโอเกมและภาพยนตร์แอนิเมชัน

ด้วยเหตุนี้ ทั้ง AMD กับ Nvidia จึงกลายเป็นคู่แข่งการ์ดจอกันมาโดยตลอด เมื่อเลือกซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่สำหรับเล่นเกม ผู้ขายส่วนใหญ่ก็จะเสนอการ์ดจอสองแบรนด์นี้ให้เลือก

 

‘เจนเซน หวง’ ยอด CEO ผู้ปั้น ‘Nvidia’ สู่มูลค่า 1 ล้านล้านดอลล์ ใหญ่กว่า ‘Tesla’ และ \'Meta\'

- การ์ดจอ Nvidia (เครดิต: AFP) -

 

  • จากวงการเกม สู่ ‘บิตคอยน์-AI’

ในปัจจุบัน การ์ดจอ Nvidia นอกจากใช้งานในวงการเกมแล้ว ยังมีการใช้งานในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้การประมวลผลหนัก อย่างการคำนวณสมการทางคณิตศาสตร์อันซับซ้อน เพื่อขุดบิตคอยน์ ไปจนถึงการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมการประมวลผล AI ไม่ใช้ CPU แต่กลับใช้การ์ดจอหรือ GPU แทน

เหตุผลเพราะ CPU มี Core เพียงไม่กี่ Core จึงเหมาะกับงานประมวลผลแบบลำดับ (Sequential Serial Processing) ซึ่งใช้ในงานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร งานตัดต่อกราฟิก เกมทั่วไปของคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน​ เครื่องเล่นmp3 ฯลฯ ในปัจจุบัน

ขณะที่ GPU หรือการ์ดจอ มี Core ขนาดเล็กจำนวนมาก จึงเหมาะกับการประมวลผลแบบคู่ขนาน (Parallel) โดยเฉพาะงานที่ใช้ข้อมูลมหาศาลและโครงข่ายเชื่อมโยงมากมายอย่าง AI รถยนต์ไร้คนขับ ระบบคลาวด์

ข้อมูลจาก New Street Research ปัจจุบัน ระบุว่า ด้วยสมรรถนะ Nvidia ที่เหนือกว่าคู่แข่งอื่น ๆ  บริษัท Nvidia จึงครองส่วนแบ่งการตลาดชิปประมวลผลกราฟิกด้าน AI มากถึง 95% และทำให้ “ยิ่งมีการขยายผู้ใช้งานแชตบอต AI มากขึ้นเท่าใด ยอดสั่งซื้อชิป Nvidia ก็มากขึ้นตามไปด้วย” เพื่อรองรับผู้ใช้งานนั่นเอง

 

‘เจนเซน หวง’ ยอด CEO ผู้ปั้น ‘Nvidia’ สู่มูลค่า 1 ล้านล้านดอลล์ ใหญ่กว่า ‘Tesla’ และ \'Meta\'

- ยอดใช้งาน ChatGPT ที่พุ่งขึ้น ส่งผลให้ความต้องการ Nvidia พุ่งตาม (เครดิต: AFP) -


อ้างอิง: yahoobangkokbiznewsnytimestechtargetmediumnvidiabangkokbiznews