LH ขยับพอร์ตสินเชื่อ ‘เอสเอ็มอี-รายย่อย’3ปี แตะ50%

“กลุ่มแอล เอซ” ถก AWN สัปดาห์หน้า ชี้ชะตาดีล JASIF จากเป็นกลุ่มผู้ถือหน่วยรายใหญ่ อันดับ 2 พร้อมเปิดแผนธุรกิจ รุกสินเชื่อรายย่อย เอสเอ็มอีเพิ่ม ตั้งเป้า3ปีสัดส่วนเพิ่มเป็น50%
ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ได้หรือไม่ จากเป็นกลุ่มผู้ถือหน่วยรายใหญ่ อันดับ 2 ของ (JASIF)ถือหุ้นรวมกัน 616.08 ล้านหุ้น หรือ 7.7% เพราะหากผู้ถือหน่วยไม่อนุมัติทำให้ดีลนี้ต้องล้มทั้งกระดาน
“ชมภูนุช ปฐมพร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) กล่าวว่า จากกรณีที่ JAS ขายหน่วยลงทุนJASIF จำนวน 1,520 ล้านหน่วย หรือ 19% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของ JASIF ในราคาหน่วยละ 8.5 บาท มูลค่ารวม 1.29 หมื่นล้านบาท ให้กับแก่AWN
โดยAWN มีการเสนอให้ยกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนของกอง JASIF ลงเพื่อให้การบริหารกองทุนคล่องตัว ไม่ต้องแบกรับต้นทุนสูงเกินไป และเสนอยืดอายุสัญญาเช่านานขึ้นจากสิ้นสุดปี 2575 เป็นสิ้นสุดปี 2580 ซึ่งการบรรลุข้อตกลงดังกล่าว จำเป็นต้องขออนุญาตจากผู้ถือหุ้นทั้งหมด 3 ใน 4 จากเสียงทั้งหมดเพื่ออนุมัติข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนสัญญาดังกล่าว
ในฐานะที่ “กลุ่มแอล เอซ ” ถือหน่วยลงทุนใน JASIF ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะ จะมีการหารือเรื่องดังกล่าวร่วมกันกับ AWN ในสัปดาห์หน้าก่อน หลังจากนั้นจะมีความชัดเจนหรือข้อสรุปตามมาได้
โดย การอนุมัติ จำเป็นต้องให้ Investment board ของกลุ่ม แอล เอช เป็นผู้พิจารณา ว่าจะอนุมัติตามเงื่อนไขต่างๆได้หรือไม่
อนึ่ง บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือหุ้น 225.63 ล้านหน่วย หรือ 2.82% , บมจ. แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHFG)217.78 ล้านหน่วย หรือ 2.72% และ ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือ 172.66 ล้านหน่วย หรือ 2.16%
“ชมภูนุช กล่าวว่า แผนการเนินธุรกิจ ภายใต้ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ปีนี้จะเป็นปีที่ดี ที่ผลการดำเนินงานมีการเติบโตมากขึ้น หากเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากภาพรวมเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น และปรับกลยุทธ์ของธนาคาร
ทั้งการกระจายพอร์ตสินเชื่อมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงไปในกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย ที่ให้ “ผลตอบแทนสูง” (High Yield) จากเดิมเน้นรายใหญ่ โดยมีพอร์ตสินเชื่อรวมถึง 90%
ดังนั้น คาดใน 2-3 ปี พอร์ตของธนาคารในส่วนเอสเอ็มอี และรายย่อยจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 50% ได้
อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาธนาคารได้ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น 48% เพื่อให้ธนาคารมีศักยภาพในการเข้าไปปล่อยกู้ และรองรับความเสี่ยงได้มากขึ้น ดังนั้นคาดว่าปีนี้ ภาพรวมสินเชื่อของธนาคารน่าจะเติบโตได้มากกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 6-7% ได้ จากครึ่งปีที่สินเชื่อรวมโตแล้ว 8-9% ขณะที่รายย่อยโตเกือบ20%
“2-3 ปีที่ผ่านมา จากผลกระทบโควิด กลุ่ม LH ดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง แต่ปีนี้วางแผนจะโตเร็วขึ้น ดังนั้น ต้องตั้งสำรองที่เหมาะสม ทำให้เราวิ่งเร็ว เพราะมีเบรกที่ดี”
ดังนั้น คาดอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) ปีนี้น่าจะใกล้เคียง 200% จากปัจจุบันที่ 196% ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL คาดว่าจะไม่เกิน 2.5-2.6% จากปัจจุบันที่ 2.4%
นอกจากนี้ ธนาคารยังตั้งเป้าเจาะนักธุรกิจไต้หวันที่ทำธุรกิจในไทยเพิ่มขึ้น และอยากเห็นมาร์เก็ตแชร์ หรือ ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 10% จากลูกธุรกิจไต้หวันที่ทำธุรกิจในไทยกว่า 5,000 ราย และมีรายย่อยอีก 2 แสนคน เพื่อตอบโจทย์ในการปล่อยสินเชื่อ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆตามมา เช่นลูกค้าระดับบน ที่มีความต้องการซื้อคอนโดฯ และลงทุนในไทย
ธนาคารยังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรเพิ่มเติมอีก 2-3 รายเพื่อเข้ามาช่วยต่อยอดในธุรกิจการเงิน และธุรกิจอื่นๆในกลุ่มด้วย ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนได้ในปลายปีนี้







