วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม 2569

Login
Login

ออกจากงานประจำ...ต้องยื่นภาษี! ทำอย่างไรเมื่อรายได้เปลี่ยนไป

ออกจากงานประจำ...ต้องยื่นภาษี! ทำอย่างไรเมื่อรายได้เปลี่ยนไป

เมื่อมนุษย์เงินเดือน เคยเป็น "พนักงานประจำ" แต่จำต้อง "ลาออกระหว่างปี" และไม่ว่าจะว่างงานนานหลายเดือน เปลี่ยนงานใหม่ หรือเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในรอบปีภาษีเดียวกัน ต่างมีเงื่อนไขที่ต้องรู้ก่อนยื่นภาษีประจำปี เพราะการลาออกแต่รูปแบบ "ยื่นภาษี" ไม่เหมือนกัน

ผู้ใดมีรายได้ย่อมมีหน้าที่เสียภาษี เมื่อรายได้นั้นถึงเกณฑ์กำหนด ซึ่งตามกฎหมายกำหนดว่าผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 120,000 บาท ต้องยื่นภาษีประจำปี และหากมีเงินได้สุทธิจำนวนตั้งแต่ 150,000 บาทขึ้นไป ต้องชำระภาษีเมื่อคำนวณแล้วพบว่ามียอดภาษีที่ต้องชำระ

แต่ในกรณีที่เป็นพนักงานประจำมีการ "ลาออกระหว่างปี" ว่างงานนานหลายเดือน เปลี่ยนงานใหม่ หรือเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในรอบปีภาษีเดียวกัน เมื่อถึงเวลาต้องยื่นภาษีประจำปี หลายรายเลือกที่จะไม่ยื่นภาษี เพราะเข้าใจผิดว่ารายได้ของตนเองไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี หรือยื่นภาษีผิดพลาดเนื่องจากรายได้ที่ได้รับเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ทำให้ข้อมูลไม่ตรงตามความเป็นจริงที่ทางสรรพากรมี ซึ่งอาจส่งผลให้ถูกตรวจสอบย้อนหลังได้

ออกจากงานประจำ...ต้องยื่นภาษี! ทำอย่างไรเมื่อรายได้เปลี่ยนไป

ดังนั้น หากใครที่เพิ่งลาออกจากงานประจำและยังว่างงานอยู่ หรือได้งานใหม่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานมีรายได้จากอาชีพอื่นๆ แทน จะต้องนำรายได้ทุกอย่างตลอดทั้งปีภาษีนั้นมายื่นภาษีด้วย โดยสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้จากบรรทัดต่อจากนี้ไป

ลาออกจากงานประจำ แยกตามอายุการทำงาน

พนักงานประจำที่ "ลาออกโดยสมัครใจ" ในการยื่นภาษีประจำปีหากแบ่งตามอายุงาน สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ ซึ่งหากมีรายรับต่างๆ ดังต่อไปนี้ จะต้องนำมายื่นภาษีด้วย

1.ลาออกโดยสมัครใจ มีอายุงานไม่ถึง 5 ปี

- เงินเดือนที่ได้ระหว่างปี ซึ่งจะต้องได้หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50) นำมายื่นภาษีโดยถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1)

- เงินชดเชยที่ได้รับตามอายุงาน คำนวณในแบบแสดงรายการ รวมกับเงินเดือนตามมาตรา 40(1)

- เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอายุไม่ถึง 55 ปี คำนวณในแบบแสดงรายการ รวมกับเงินเดือนตามมาตรา 40(1)

- เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอายุตั้งแต่ 55 ปีเป็นต้นไป คำนวณในแบบแสดงรายการ รวมกับเงินเดือนมาตรา 40(1)

2.ลาออกโดยสมัครใจ มีอายุงานเกิน 5 ปี

- เงินเดือนที่ได้ระหว่างปี (ทวิ 50) ยื่นภาษีโดยถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1)

- เงินชดเชยที่ได้รับตามอายุงาน คำนวณในใบแนบเหตุออกจากงาน

- เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอายุตั้งแต่ 55 ปีเป็นต้นไป (ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำมาคำนวณ หากมีอายุในกองทุนเกินกว่า 5 ปี)

ลาออกจากงานประจำ ว่างงานระหว่างปี

เมื่อพนักงานประจำลาออกจากงานเก่า อย่าลืมขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50) และหากระหว่างปีภาษีนั้นยังว่างงานอยู่ เมื่อถึงสิ้นปีจะต้องนำรายได้ส่วนที่เป็นเงินเดือน ที่ได้จากที่ทำงานเก่ามายื่นภาษีเงินได้ตามมาตรา 40(1) อย่างเช่น ทำงานในปีภาษีนั้น 5 เดือน ก็นำเพียงเงินเดือน 5 เดือนนั้นยื่นภาษี แต่ถ้าคำนวณแล้วรายได้ 5 เดือนนี้ไม่ถึง 120,000 บาท ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษี

ทั้งนี้ หากมีรายรับจากที่ทำงานเก่าเป็นเงินผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งหากตัดสินใจถอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมาด้วย จะต้องนำเงินส่วนที่เป็นผลประโยชน์จากเงินสะสม เงินสมทบนายจ้าง หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากเงินสมทบนายจ้าง มาคำนวณภาษีร่วมกับเงินเดือนที่ได้รับระหว่างปีภาษี เพื่อยื่นภาษีเงินได้ตามมาตรา 40(1) เช่นกัน

ยกเว้นผู้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครบ 5 ปี และอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เงินที่ถอนออกมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

ลาออกจากงานประจำที่เก่า และได้ทำงานที่ใหม่

สำหรับพนักงานที่ลาออกจากที่ทำงานเก่า แล้วได้ที่ทำงานใหม่ จะต้องขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50) จากบริษัทเก่ามาด้วย แล้วนำรายได้จากที่เดิมมารวมกับที่ใหม่ยื่นภาษีเงินได้ตามมาตรา 40(1) ได้ตามปกติ

ลาออกจากงานประจำที่เก่า แล้วมีรายได้จากอาชีพอื่นแทน

กรณีที่ลาออกจากงานประจำระหว่างปี เช่นทำได้ 5 เดือนแล้วลาออกมาทำฟรีแลนซ์ ค้าขาย หรือมีรายรับจากหลายช่องทางที่ไม่ใช่เงินเดือนประจำ ให้นำรายได้จากที่เก่า (ทวิ 50) และรายรับอื่นๆ ยื่นภาษีแยกตามเงินได้พึงประเมิน โดยแบ่งเป็น 8 ประเภท ดังนี้

- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 (40(1)) ได้แก่ เงินเดือน

- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 (40(2)) ได้แก่ เงินที่ได้พิเศษจากงานที่ทำ เช่น ค่านายหน้า ฟรีแลนซ์ บำเหน็จ ฯลฯ

- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 (40(3)) ได้แก่ ค่า Goodwill ค่าลิขสิทธิ์ หรือเงินที่ได้รับจากพินัยกรรม นิติกรรมต่างๆ

- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 (40(4)) ได้แก่ เงินปันผล ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น หรือพันธบัตร เป็นต้น

- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 (40(5)) ได้แก่ เงินที่ได้จากค่าเช่า เช่น บ้าน คอนโด

- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 (40(6)) ได้แก่ เงินที่ได้จาก 6 วิชาชีพอิสระ ประกอบด้วย โรศิลปะ วิศวกร ประณีตศิลป์ สถาปนิก การบัญชี ทนายความ

- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 (40(7)) ได้แก่ เงินที่ได้จากการรับเหมาก่อสร้าง

- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 (40(8)) ได้แก่ เงินจากการประกอบกิจการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากประเภทที่ 1 - 7 เช่น การเกษตร การค้าขายสินค้า ขายออนไลน์ การขายอสังหาริมทรัพย์

หลังจากนั้นให้นำรายได้ทั้งหมดแยกตามประเภทที่ได้รับเงิน มายื่นและคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เลย

สรุป

อย่างไรก็ตามผู้มีรายได้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อลาออกจากงานประจำต้องยื่นภาษีด้วย หากมีรายรับระหว่างปีภาษีนั้นรวมทุกช่องทางถึง 120,000 บาท และจะต้องเสียภาษีหากเงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาทขึ้นไป

-----------------------------------
Source : 
Inflow Accounting
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษีเพิ่มเติม คลิกที่นี่