background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

รู้หรือไม่! ภาษีกับ “ค่า Ft“ มีผลต่อ “ค่าไฟฟ้า” อย่างไร พร้อมหลักการคำนวณ

รู้หรือไม่! ภาษีกับ “ค่า Ft“ มีผลต่อ “ค่าไฟฟ้า” อย่างไร พร้อมหลักการคำนวณ

รู้หรือไม่! นอกจากค่า Ft จะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันทำให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นและลดลง หลักการคำนวณ เป็นอย่างไร อ่านได้ที่นี่

ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าหากบ้านไหนมีคนอยู่เยอะ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายเครื่อง เครื่องปรับอากาศหลายตัว หน่วยการใช้ไฟฟ้าก็จะสูงตามไปด้วย โดยใครเคยสังเกตบิลค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนบ้างว่า ในขณะที่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเท่ากัน แต่กลับพบ "ค่า Ft" มีทั้งสูงขึ้นและลดลง ซึ่งนั่นเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำค่าไฟฟ้าสูงหรือลดลงนั่นเอง

ทั้งนี้ นอกจากค่า Ft จะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันทำให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นและลดลง ซึ่งประกอบด้วย ค่าไฟฟ้าฐาน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และ ค่าบริการ โดยตัวแปรเหล่านี้ทำหน้าที่อย่างไร และส่งผลเกี่ยวเนื่องกับปัจจัยอื่นๆ จนทำให้ค่าไฟฟ้ามีการปรับตัวมากน้อยขนาดไหน ต้องไปติดตาม

ทำความรู้จัก... ค่า Ft

ค่า Ft หรือชื่อเต็ม Float time คือสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือค่าไฟฟ้าผันแปร มีความหมายว่า การลอยค่าของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นและลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่าย ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า

โดยปัจจุบันประกอบด้วย ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ ค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนและประเทศเพื่อนบ้านที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้

ซึ่งจะมีการปรับอัตราค่า Ft 3 ครั้งต่อปี หรือทุก 4 เดือน เพื่อให้เกิดการสะท้อนต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงจากที่คำนวณไว้ในค่าไฟฟ้าฐาน จะมากขึ้นหรือน้อยลงไปตามตัวแปรต่างๆ เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐนั่นเอง

ทั้งนี้ ค่า Ft ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ใช้คิดคำนวณตามสูตรเพื่อเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้า โดยสูตรการหาค่า Ft คือ จำนวนพลังงานไฟฟ้า x ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) = ค่า Ft ที่ต้องจ่าย

จำนวนพลังงานไฟฟ้า x ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)
= ค่า Ft ที่ต้องจ่าย

ทำความรู้จัก... ค่าไฟฟ้าฐาน

ค่าไฟฟ้าฐาน คือ การใช้ไฟฟ้าที่คิดจากต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งแบ่งตามประเภทผู้ใช้งานได้ดังนี้

​- ประเภทที่ 1 ​บ้านที่อยู่อาศัย
- ประเภทที่ 2​ กิจการขนาดเล็ก
​- ประเภทที่ 3​ กิจการขนาดกลาง
- ประเภทที่ 4​ กิจการขนาดใหญ่
- ประเภทที่ 5​ กิจการเฉพาะอย่าง
- ประเภทที่ 6​ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร
- ประเภทที่ 7 ​กิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตร
- ประเภทที่ 8​ ไฟฟ้าชั่วคราว

​วิธีการคำนวณค่าไฟฟ้าฐาน คือ ค่าไฟฟ้าฐาน = จำนวนยูนิต x อัตราค่ากระแสไฟฟ้าต่อหน่วย ซึ่งสามารถตรวจสอบอัตราค่ากระแสไฟฟ้าต่อหน่วยของแต่ละประเภทได้จากเว็บไซต์การไฟฟ้านครหลวง 

 

ทำความรู้จัก...ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีที่ทางผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องมีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งจะถูกเรียกเก็บตามที่กฎหมายกำหนดคือ 7% โดยมีวิธีคำนวณตามสูตร คือ (ค่าไฟฟ้าฐาน + ค่า Ft) x 7% ก็จะได้เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องจ่าย

ดังนั้น หากผู้ใช้ไฟฟ้ามีการใช้ไฟมากหรือน้อย ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าฐานสูงหรือต่ำตามไปด้วย รวมถึงค่า Ft ที่มีความผันแปรตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและลดลงจากปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง

 

อัตราค่าบริการ

นอกจากนี้จะมีค่าบริการที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการให้บริการจำหน่ายไฟฟ้า เช่น การจดหน่วย การจัดพิมพ์ จัดส่งบิลค่าไฟฟ้า และการบริการผู้ใช้ไฟฟ้า โดยมีความผันแปรไปตามหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ ดังตัวอย่างค่าไฟฟ้าฐานประเภทที่ 1 บ้านที่อยู่อาศัย ดังนี้

- บ้านที่อยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน เริ่มต้นที่หน่วยละ 2.3488 บาท ถึงหน่วยละ 4.4217 บาท ค่าบริการ 8.19 บาท/เดือน

- บ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟเกิน 150 หน่วยต่อเดือน เริ่มต้นที่หน่วยละ 3.2484 บาท ถึงหน่วยละ 4.4217 บาท ค่าบริการ 38.22 บาท/เดือน

- บ้านอยู่อาศัยที่ขอติดตั้งมิเตอร์แบบคิดค่าไฟตามช่วงเวลาของการใช้งาน ในช่วง Peak หรือ Off Peak เริ่มต้นที่หน่วยละ 2.6037 บาท ถึง หน่วยละ 5.7982 บาท ค่าบริการ 38.22 หรือ 312.24 บาท/เดือน

 

หลักการคำนวณค่าไฟฟ้า

หลักการคำนวณค่าไฟ หรือ อัตราไฟฟ้าและอัตราบริการต่อหน่วยสำหรับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเหมือนกัน โดยคำนวณตามอัตราก้าวหน้า

ดังนั้น หากมีการใช้ไฟฟ้าเยอะก็จะยิ่งทำให้ต้องจ่ายค่าไฟมากขึ้น ดังจะยกตัวอย่างการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับไฟฟ้าฐานประเภทที่ 1 บ้านที่อยู่อาศัย

โดยมี สูตรคำนวณค่าไฟฟ้า เพื่อเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้า คือ ค่าไฟฟ้าฐาน + ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) + ค่าบริการ + ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) = ค่าไฟฟ้า  

สมมุติใช้ไฟฟ้าที่ 350 หน่วยต่อเดือน สามารถคำนวณได้ดังนี้

1.ค่าไฟฟ้าฐาน = จำนวนยูนิต (350) x อัตราค่ากระแสไฟฟ้าต่อหน่วย​

คิดแบบอัตราก้าวหน้าประเภทที่ 1.2 อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน
- 150 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1 - 150)  หน่วยละ 3.24 บาท = 150 หน่วยแรก 486 บาท
- 250  หน่วยต่อไป (151 - 400) หน่วยละ 4.22 บาท = 200 หน่วยที่เหลือ 844 บาท
- เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) หน่วยละ 4.42 บาท

ดังนั้น ค่าไฟฟ้าฐาน คือ 486 + 844 = 1,330 บาท

2.ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) = จำนวนพลังงานไฟฟ้า (350) x ค่า Ft (หน่วยละ 24.77 สตางค์ต่อหน่วย เฉพาะเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2565) = 86.70 บาท  

3.ค่าบริการ 38.22 บาท

4.ภาษีมูลค่าเพิ่ม = (ค่าไฟฟ้าฐาน (1,330) + ค่า Ft (86.70) + ค่าบริการ (38.22)) x 7% = 101.84 บาท  

ค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่าย คือ 1,330 + 86.70 + 38.22 + 101.84 = 1,556.76 บาท   

 

มาตรการส่วนลดอัตราค่า Ft

ล่าสุดทาง กกพ. ได้ปรับอัตราค่า Ft โดยได้ปรับเพิ่มอัตราค่า FT เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2565 ที่ 24.77 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย
แต่ได้มีมาตรการให้ส่วนลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร ค่า Ft ช่วยเหลือสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและประเภทกิจการขนาดเล็กที่ (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยจะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าจากการลดค่า Ft ที่ 23.38 สตางค์ต่อหน่วย
รู้แบบนี้แล้ว ใครที่ใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนค่อนข้างสูง เมื่อเห็นค่า Ft ที่ปรับขึ้นรอบล่าสุดแล้ว อาจจะต้องวางแผนการใช้ไฟฟ้าใหม่ ให้ประหยัดการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ก็จะช่วยลดรายจ่ายในส่วนของค่าไฟฟ้าได้ไม่มากก็น้อย

-----------------------------------
Source : Inflow Accounting
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษีเพิ่มเติม คลิกที่นี่