“หุ้นไทย” ปิดตลาด (14 ก.ค. 65) เวลา 12.30 น. ดัชนีปิดอยู่ที่ 1,544.21 จุด ปรับตัวลดลง 2.59 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.17 % มูลค่าการซื้อขาย 30,458.08 ล้านบาท
โดยระหว่างวันดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,550.33 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ 1,542.27 จุด
5 อันดับ หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด คือ
- SCB ปิดที่ 96.75 บาท ลดลง3.25%
- PTTEP ปิดที่ 157.00 บาท ลดลง 1.88%
- KBANK ปิดที่ 145.00 บาท ลดลง0 1.02%
- BBL ปิดที่ 128.50 บาท ลดลง 1.91%
- BDMS ปิดที่ 27.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งไวด์เวย์ตามตลาดภูมิภาค โดยไม่ได้ตอบรับเชิงลบหลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งมาที่ 9.1% มากนัก เพราะมีมุมมองว่าเงินเฟ้อสหรัฐน่าจะถึงจุดพีคแล้ว และในเดือนก.ค.น่าจะเป็นเทรนด์ขาลง อีกทั้งตลาดมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1% ในการประชุมรอบนี้ (26-27 ก.ค.) หากเป็นไปตามคาดก็เป็นไปได้ที่จะทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาวะ Inverted Yield Curve ยังเป็นตัวจำกัด upside ของตลาด โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) อายุ 2 ปี อยู่ที่ 3.2% สูงกว่าอายุ 5 ปี และ 10 ปี โดย Bond Yield อายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.95% หรือติดลบราว 25 bps ถือว่าค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจีนจะขยายมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มขึ้นหลังจากล็อกบางเมืองไปแล้ว ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ตลาดให้ความกังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
แนวโน้มตลาดในช่วงบ่าย นายวีระวัฒน์ กล่าวว่า หากวันนี้ดัชนีไม่สามารถยืนเหนือแนวรับที่ 1,540 จุดได้ ก็มีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่ 1,530 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,550 จุดคาดว่ายังผ่านได้ยาก








