ในสัปดาห์ที่แล้ว (4 -8 กรกฎาคม) ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวน และเผชิญกับแรงขายในระหว่างสัปดาห์จากความกังวลที่เพิ่มขึ้นในประเด็นเศรษฐกิจถดถอยในช่วงต้นสัปดาห์จากแบบจำลอง GDP tracker ของ Fed ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวมากขึ้นใน 2Q65
อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET ฟื้นตัวได้ในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงทำให้การลงทุนในหุ้นน่าสนใจมากขึ้น ในขณะที่ เศรษฐกิจไทยน่าจะยังฟื้นตัวได้ดีในขณะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญอุปสรรค จากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในหุ้นไทยยังคงผันผวน เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลงมากเกินคาด ซึ่งค่าเงินบาทได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่ยูโรอ่อนค่าลงในสัปดาห์ก่อนหน้า
สำหรับในสัปดาห์นี้ (11 – 15 กรกฎาคม) เราคาดว่าดัชนี SET จะยังคงผันผวน ถึงแม้ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payrolls) เดือนมิถุนายนของสหรัฐจะออกมาแข็งแกร่งเกินคาด โดยเพิ่มขึ้น 372,000 ตำแหน่ง และทำให้แบบจำลอง GDP tracker ของ Fed ปรับประมาณการ GDP ใน 2Q65 เป็น -1.2% QoQ แต่ตัวเลขการจ้างงานยังชี้ว่า Fed อาจจะยังรักษาท่าที hawkish อยู่ต่อไปก่อนส่วนดัชนี CPI เดือนมิถุนายนที่จะเผยแพร่เป็นลำดับต่อไปอาจจะแสดงแนวโน้มของเงินเฟ้อทั่วไป และ เงินเฟ้อพื้นฐานที่ไปคนละทาง ซึ่งอาจะทำให้ตลาดการเงินสับสนในระยะสั้น และอาจจะมีผู้ว่าการของ
Fed บางคนออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้ ก่อนเข้าสู่ช่วง blackout ก่อนการประชุม FOMC รอบหน้า
วิเคราะห์ปัจจัยในตลาด: ติดตามเงินเฟ้อสหรัฐ และ แนวโน้มโมเมนตัมของเศรษฐกิจ
(0) CPI เดือนมิถุนายน และยอดค้าปลีกของสหรัฐ Consensus คาดว่า headline CPI ซึ่งจะประกาศออกมาในวันที่ 13 กรกฎาคม จะเร่งตัวขึ้นเป็น 8.8% YoY จาก 8.6% YoY ในเดือนพฤษภาคม แต่ core CPI อาจจะลดลงเหลือ 5.8% YoY จาก 6.0% YoY ในเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ สหรัฐจะรายงานยอดค้าปลีกในวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.8% MoM จาก -0.3% MoM ในเดือนพฤษภาคม โดยเรามองว่ายอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งจะทำให้มีการปรับแบบจำลอง GDP tracker ของ Fed ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันเป็นปัจจัยที่ตลาดติดตามดูอย่างใกล้ชิด
(0) ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจยุโรป และการเคลื่อนไหวของค่าเงิน ในสัปดาห์นี้ ตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปที่อาจจะส่งผลกระทบกับตลาดคือ ภาวะเศรษฐกิจ ZEW ที่จะเผยแพร่ในวันที่ 12 กรกฎาคม ซึ่งดัชนีชี้นำตลาดตัวนี้อาจจะแสดงสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจยุโรปในช่วงต้น 3Q65 ในขณะเดียวกัน ตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอเกินคาดอาจจะทำให้ค่าเงินยูโรร่วงลงไปอีก และเพิ่มแรงกดดันทางอ้อมต่อค่าเงินบาท
ยังคงแนะนำซื้อสะสม โดยเรามองว่าตลาดหุ้นไทยมี downside จำกัด
เช่นเดียวกับในสัปดาห์ที่แล้ว เรายังคงมองว่าหุ้นไทยน่าจะฟื้นตัวได้ดีในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยง และตลาดหุ้นไทยน่าจะมี downside จำกัด ซึ่งในกรณีที่สินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในตลาด DM นักลงทุนน่าจะเดินหน้าซื้อสะสมหุ้นในธีมที่เราแนะนำเอาไว้ อย่างเช่น i) กลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยว และการกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง (AOT*, CPALL*, MAJOR*) ii) กลุ่มอาหารที่ผลประกอบการมีแนวโน้มแข็งแกร่งในอีกสองสามไตรมาสข้างหน้า (CPF*, TFG) และ iii) กลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวจีน (ERW, MBK) สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร เราคาดว่าราคาหุ้นในระยะสั้นน่าจะยัง under-perform เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการ 2Q65 ไม่น่าตื่นเต้น แต่เรามองว่าเป็นโอกาสให้เข้าซื้อ เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ 2H65 เป็นต้นไป








