วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่องเครื่องมือ ”ดอกเบี้ย” สกัดเงินเฟ้อได้จริงหรือ?

ราคาพลังงานยังกดดัน เงินเฟ้อไทยเดือนมิ.ย.ทำสถิตินิวไฮต่อเนื่องในรอบ 13 ปี ยังมีแนวโน้มทำสถิติสูงต่อเนื่องในเดือนถัดไป จ่องัดขึ้นอัตราดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ผู้บริโภครับชะตากรรมซื้อของแพง

ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปลายปี 64  แต่ในช่วง 2-3 เดือนอัตราเงินเฟ้อของไทยขึ้นระดับพีคสุด ไล่มาตั้งแต่เดือนก.พ.2565 ที่เพิ่มขึ้น 5.28%  มี.ค.2565 เพิ่ม 5.73%  โดยเดือนมี.ค.ถือเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 13 ปี  จากนั้นในเดือนเม.ย.2565 เงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลง แต่ยังเพิ่ม 4.65%  ต่อมาในเดือนพ.ค.2565   ก็กลับมาสูงขึ้นอีกถึง7.1% และเดือนมิ.ย.ทุบสถิตนิวไฮต่อเนื่อง 13 ปี โดยอยู่ที่ 7.66 %เฉลี่ยครึ่งปีแรกเงินเฟ้อไทย สูงขึ้น 5.61 %  

สาเหตุเงินเฟ้อพุ่งสูงก็มาจากจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นโดยเฉพาะราคาน้ำมันโลกที่ไต่ระดับสูงขึ้นกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นผลมาจากสงครามรัสเซียและยูเครน  ซึ่งน้ำมันถือเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตสินค้า เมื่อน้ำมันขึ้นต้นทุนขอสินค้าก็สูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาสินค้าขยับขึ้นตาม   โดยราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น 39.97% จึงส่งผลให้พลังงานมีสัดส่วนถึง 61.83% ของอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิ.ย. โดยน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มสูงถึง 39.45% ค่าไฟฟ้า เพิ่ม 45.41% ก๊าซหุงต้ม เพิ่ม 12.63%  

“รณรงค์ พูลพิพัฒน์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ยังมองว่า  อัตราเงินเฟ้อในเดือนมิ.ย. 65 ถือว่าไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากจากเดือนพ.ค.ที่ผ่าน แต่เป็นการสูงขึ้นในทางเทคนิค เพราะฐานคำนวณของเดือนมิ.ย.ปีก่อนอยู่ที่ 99 ยังไม่ถึง 100 ถ้าปีก่อนสูงกว่า 100 ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิ.ย.ปีนี้ ก็คงแค่ 7% ต้นๆ 

ส่องเครื่องมือ ”ดอกเบี้ย” สกัดเงินเฟ้อได้จริงหรือ?

นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบันเมื่อเทียบกับนานาประเทศก็ยังถือว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่เงินเฟ้อต่ำ ซึ่งล่าสุด ในเดือนพ.ค. อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในอันดับที่ 87 เมื่อเทียบกับทั้งหมดที่ 123 ประเทศ ส่วนประเทศที่อัตราเงินเฟ้อสูงสุดเป็นอันดับแรกนั้น สูงถึง 211%   

“ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  วิเคราะห์สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยไทยในช่วงครึ่งปีหลังว่า  ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มทรงตัวแต่ก็อยู่ในระดับที่สูงยังคงเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อของไทยอยู่ แต่ก็คาดว่า ในไตรมาส 4 เงินเฟ้อของไทยจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่กรอบ5.5 – 6.5%  ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายทางการเงิน โดยเฉพาะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ค.นี้เป็นต้นไป จนครบ 3 ครั้ง 

ท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงไปทั่วโลก ธนาคารกลางหลายประเทศใช้” การขึ้นอัตราดอกเบี้ย ““เป็นเครื่องมือในการสกัดเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้น ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกได้งัดมาตรการนี้มาใช้เพื่อสกัดเงินเฟ้อของประเทศตนเอง เริ่มจากสหรัฐที่ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 28 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2537และมีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในเดือนนี้ เพื่อชะลอความร้อนแรงเงินเฟ้อของสหรัฐที่พุ่งสูงใน เดือน พ.ค.65 ที่ ขยายตัว 8.6% สูงกว่าที่ตลาดคาดขยายตัว 8.3% และเป็นการทุบสถิติใหม่อีกครั้งในรอบ 40 กว่าปีจากเดือน มี.ค.65 ที่ทำสถิติขยายตัว 8.5%  ซึ่งการที่สหรัฐทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ทำให้หลายประเทศต่างก็เดินรอยตามสหรัฐ    

ขณะที่ประเทศไทย หลายสำนักคาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค.นี้และจะไล่ขึ้นไปเรื่อยจนครบ 3 ครั้ง ซึ่ง” “ธนวรรธน์ พลวิชัย “มองว่า  การขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งก็จะทำอัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 1.25% ต่อปี ซึ่งจะมีส่วนช่วงดึงเงินเฟ้อลงมาได้ โดยคาดว่าทั้งปีเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2 %   

แม้ว่า”การขึ้นอัตราดอกเบี้ย”จะเป็นเครื่องมือในการหยุดยั้งความร้อนแรงของเงินเฟ้อ  แต่..“รณรงค์ พูลพิพัฒน์“กลับมองอีกแง่หนึ่งว่า  การหยุดยั้งเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ตามหลักการ ก็ถูกต้อง แต่เงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน เกิดจากปัจจัยภายนอกภูมิภาคที่เข้ามากระทบ ดังนั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ย ต้องพิจารณาว่าจะเป็นบวกหรือลบมากน้อยแค่ไหน 

ไม่ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจะได้ผลหรือไม่อย่างไร แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากผลกระทบของเงินเฟ้อไทย ก็คือ ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง เนื่องจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตามต้นทุนราคาสินค้า ขึ้นส่งผลต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนที่”รายได้ไม่พอกับรายจ่าย”นอกจากนี้ยังกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังภาคธุรกิจที่อาจจะชะลอการลงทุนในประเทศตามไปด้วย