background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

"นริศ สถาผลเดชา ttb analytics" มอง วิกฤติรายย่อย เสี่ยงฉุด ศก.ไทย ซึมยาว

"นริศ สถาผลเดชา ttb analytics"  มอง วิกฤติรายย่อย เสี่ยงฉุด ศก.ไทย ซึมยาว

“ทีทีบี” ส่องเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “วิกฤติรายย่อย” สู่ความเสี่ยง "ศก.ไทยไม่ฟื้น-ซึมยาว” ย้ำไม่เกิดวิกฤติศก. เหตุผลกระทบเบากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 แนะเร่งสางหนี้ครัวเรือน อาจสูงกว่า 90% ทั้งมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและลดภาระหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้หรือรวมหนี้

นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) เปิดเผยว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยที่เรากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้  คือ “วิกฤติรายย่อย”  ไม่ใช่ “วิกฤติรายใหญ่” เหมือนตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 

“วิกฤติรายย่อย”  คือ คนตัวเล็กๆ ที่มีปัญหาหนี้เยอะ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงถึง 90% ของจีดีพี และยังต้องเจอรายจ่ายที่สูงขึ้น  ในขณะที่บริษัทใหญ่ๆ ยังสามารถดำเนินธุรกิจไปได้ดี  และนโยบายการจัดการแก้วิกฤติรอบนี้  โดยเฉพาะนโยบายการเงินที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น  

รวมถึงมีโครงสร้างของระบบการเงินและระบบสถาบันการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นมากกว่าในอดีต  โดยมีระบบธนาคารพาณิชย์ มีกองทุนทุนและสภาพพคล่องที่สูงมาก อีกทั้งยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับที่สูง และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้สูงมาก 

ดังนั้น "สถานการณ์วิกฤติรายย่อย" ที่เราเผชิญในตอนนี้ จึงไม่ได้อ่อนไหว ทำให้ผลกระทบของวิกฤติยังเบากกว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง  ปี 2540  และในระยะถัดไปมองว่า ไม่น่าจะมีโอกาสที่จะกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ หรือเป็นวิกฤติที่รุนแรงมากกว่า ปี 2540 เพราะวิกฤติต้มยำกุ้ง เกิดจากคนละปัญหา เป็นปัญหาของหนี้ธุรกิจรายใหญ่ ทำให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวลงอย่างมากและยาวนานต่อเนื่องหลายปี  

แต่อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากปัญหา “วิกฤติรายย่อย” จะทำให้เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ อาจเรียกได้ว่า  “เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นและซึมยาว”  ซึ่งไม่ได้นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ เพราะว่า หากจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกครั้งได้ จีดีพีต้องติดลบมากกว่า 6%  และโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยสำหรับเศรษฐกิจไทยยังน้อย

 

"มองว่า  อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี)  ไม่น่าปรับตัวลงไปลึก จากในช่วงวิกฤติโควิด ปรับตัวลงไปค่อนข้างมากแล้ว  จีดีพีติดลบถึง 6% และจีดีพีกลับมาฟื้นตัวที่ 1%  ทำให้เศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้า มองว่า จีดีพีจะไม่ได้กลับมาขยายตัวระดับ 4-5% อีกต่อไป แต่เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวแบบซึมๆ จีดีพีน่าจะกลับมาเติบโตในระดับ 2-3% เท่านั้น" 

ทั้งนี้ สาเหตุของวิกฤติรายย่อย  เกิด 2 ปัญหาหลัก ดังนี้   ปัญหาแรก ภาระหนี้ครัวเรือนสูง  ฉุดกำลังการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวลงได้ในตอนนี้

ขณะที่ เงินเฟ้อปรับสูง จากราคาพลักงานและทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น เป็นอีกปัญหาที่ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น กดดันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ เพราะว่ารายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้รายได้ที่มีอยู่ลดลงมากเช่นกัน ความสามารถในการชำระหนี้และการดำรงชีพชีวิตต่อไป จะถูกกดดัน ระดับหนี้ครัวเรือนมีโอกาสที่จะเร่งตัวเพิ่มขึ้น 

นายนริศ แนะการแก้ไขปัญหาวิกฤติรายย่อยว่า  ปัญหาหนี้ครัวเรือนต้องได้รับการจัดการ  ทั้งมาตรการช่วยเหลือการลดภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของภาคครัวเรือน เพื่อให้ภาคครัวเรือนยังสามารถไปต่อได้ และมาตรการลดภาระหนี้ภาคครัวเรือน ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้หรือการรวมหนี้ เพื่อทำให้ภาระการผ่อนชำหนี้ของครัวเรือนลดลง