ภาพรวมการซื้อขายทั่วโลกเบาบาง โดยนักลงทุนติดตามปัจจัยที่เชื่อมโยงถึงตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯปรับตัวลดลง
ขณะที่ปริมาณการซื้อขายโดยรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกชะลอติดตามปัจจัยสำคัญช่วงปลายสัปดาห์ ได้แก่ 1) การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) 9 มิ.ย. ที่จะส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย และนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นในการรับมือเงินเฟ้อ 2) การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ สหรัฐฯ 10 มิ.ย. หากออกมาต่ำกว่า 8.3% จะยืนยันภาพการผ่านจุดสูงสุดของเงินเฟ้อและเป็นบวก แต่หากสูงกว่า ตลาดอาจกังวลสถานการณ์ที่เงินเฟ้อยืดเยื้อ ซึ่งจะเป็นลบกับหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง
กลุ่มพลังงานยังคอยประคองบรรยากาศ ราคาน้ำมันดิบยังปรับขึ้น ล่าสุด WTI และ Brent อยุ่ที่ 122 และ 123 เหรียญ/บาร์เรล ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นจาก 1) พลังงานเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ 2) การเปิดเมืองที่จีนคาดทำให้การใช้น้ำมันกลับมาเพิ่มขึ้น และ 3) สถานการณ์ยูเครน-รัสเซียที่ยืดเยื้อ //ทั้งนี้เรามองกลุ่มพลังงานจะเป็นกลุ่มที่คอยช่วยประคองบรรยากาศการเก็งกำไรหุ้นไทยรายตัว โดยเฉพาะหุ้นกลาง-เล็กที่อิงเม็ดเงินในประเทศ ขณะที่ช่วงสั้นนักลงทุนชะลอการลงทุนหุ้นใหญ่จากทิศทางเงินทุนต่างชาติ (Foreign fund flow) ระยะสั้นชะลอตัว
โมเมนตัมของการเปิดเมืองของจีนหนุนการเก็งกำไร DR และ ETF อ้างอิงหุ้นจีน นโยบายการตุ้นเศรษฐกิจชดเชยช่วงเวลาปิดเมือง และการเริ่มผ่อนคลายการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทำให้บรรยากาศลงทุนหุ้นจีน โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่จดทะเบียนใน Nasdaq ปรับดีขึ้น โดย 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา Nasdaq Golden Dragon China Index ปรับขึ้นมา +31.92% ขณะที่หุ้น Alibaba ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ (BABA) ปรับขึ้น +45.33% เรามองบรรยากาศของหุ้นจีนที่ดีขึ้นจะส่งผลบวกต่อ DR และ ETF ของหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อาทิ BABA80, TENCENT80 และ CHINA เป็นต้น
ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มเครื่องดื่ม อาทิ OSP, CBG, ICHI, SAPPE 2) กลุ่มท่องเที่ยว CENTEL, ERW, MINT, BAFS, AAV, SHR 3) กลุ่มเปิดเมือง CPALL, MAKRO 4) หุ้นกลุ่มที่ปรับลดลงมามาก หรือเก็งราคาน้ำมันลง SCGP, BJC, EPG, SCC, BGRIM, GPSC 5) หุ้นเด่นกลุ่มพลังงาน OR 6) กลุ่มอาหารและเกษตร CPF, GFPT, TFG, TU, KSL, KTIS, KBS, BIS 7) กลุ่มขนส่ง WICE, LEO, NCL, MOONG และ 8) กลุ่มการเงิน MTC, SAWAD, TIDLOR, KCAR, THANI, TSR
ภาพรวมกลยุทธ์: แกว่งตัว 1,630-1,643 หากหลุด 1,630 จุด กรอบการเก็งกำไรจะปรับลงเป็น 1,600-1,630 จุด การเก็งกำไรเน้นเลือกหุ้นรายตัว ระยะสั้นกลุ่มพลังงานกลับมามีโมเมนตัมที่ดีในการช่วงประคองบรรยากาศเก็งกำไร ขณะที่การลงทุนเน้นในหุ้นใหญ่พื้นฐานดีที่ valuation ไม่แพงหรือกระแสเงินสดสูงที่สามารถจำกัด downside risk ได้เป็นหลัก โดยใช้จังหวะปรับลดลงแรงในการทยอยซื้อหรือสะสมรายตัว //หุ้นแนะนำ: SPA*, TENCENT80*, TTCL*, KSL*
แนวรับ: 1,605-1,630 / แนวต้าน : 1,643 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
OECD ลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เหลือ 3.0% – ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ 4.5% ในเดือนธ.ค.2564 โดยได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมทั้งการปิดเมืองและท่าเรือตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน
เฟดแอตแลนต้าเผย GDP สหรัฐอาจหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส - แบบจำลองการคาดการณ์ GDPNow tracker แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 ซึ่งเข้าเกณฑ์ เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะถดถอย
GDP ยูโรโซนไตรมาส 1 โตสูงกว่าคาด – โดย +5.4% yoy สูงกว่าคาดที่ 5.1% ขณะที่ +0.6% qoq สูงกว่าคาดที่ +0.3%
จีนออกใบอนุญาตใหม่ให้ 60 วิดีโอเกมส์ – หน่วยงานควบคุมเรื่องเกมส์ของจีนได้ออกใบอนุญาตใหม่ในวันอังคาร ช่วยลดความกังวลต่อหุ้นกลุ่มเกมส์จากทางการจีน
สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีนำเข้าโซลาร์เซลจากไทย 2 ปี - กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามออกประกาศคำสั่งให้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์จากประเทศภูมิภาคอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นระยะเวลา 24 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. 65 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค
กนง.มีมติ 4:3 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ตามคาด คาดเงินเฟ้อของไทยพุ่งแตะจุดสูงสุดใน Q3/65 - หลังจากนั้นจะเริ่มทยอยปรับลดลง และเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในช่วงปี 66 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงด้านสูง จาก 2 ปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถควบคุมได้ คือ 1.ราคาน้ำมันในตลาดโลก และ 2.การส่งผ่านต้นทุนภายในประเทศ
ตลท.ให้ ARIN ขึ้นมาตรการระดับ 2 - เริ่ม 9-29 มิ.ย.65
ประเด็นติดตาม: 9 มิ.ย. - ECB Interest Rate Decision, US Initial Jobless Claims / 10 มิ.ย. – US Core CPI / 14 มิ.ย. – US PPI / 15 มิ.ย. – US Retail Sales, Fed Interest Rate Decision
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)





